บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

3 วัน 2 คืน จากเหวนรกสู่เขื่อนขุนด่านปราการชล

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 - 23:05 น.
AA 178
เมื่อพูดถึง "น้ำตกเหวนรก" ผู้คนที่รู้จักชื่อหรือสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติแห่งนี้   ก็มักจะนึกถึงภาพความอลังการและดุดันของสายน้ำ ที่ไหลตกราว 90 องศา จากหน้าผาสูง 60 เมตร ในชั้นที่1  จะดูเงีบบสงบในตอนที่มีน้ำน้อย แต่ว่าครึกโครม กึกก้องเมื่อยามที่มีน้ำหลาก ดูตระการตาเมื่อสายรุ้งทอแสง ยามที่ละอองน้ำฟุ้งกระจาย ในหน้าฝนจะมีน้ำไหลในปริมาณที่มาก ส่วนหน้าแล้งจะมีน้ำน้อย   แม้ในวันที่ไม่มีน้ำก็ใช่ว่าจะไม่มีความงดงามเอาเสียเลย แต่สำหรับผู้ที่รักและชื่นชอบ หลงใหลในความเป็นธรรมชาติแล้ว ไม่ว่า.. 

  "ฤดูใดๆ ธรรมชาติ ก็สร้างความตื่นตา ตื่นใจอยู่เสมอ"




"มุมมองจากยอดหน้าผา" น้ำตกเหวนรกในชั้นที่1 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (ในวันที่ไม่มีน้ำไหลตก)
"มุมมองจากยอดหน้าผา" น้ำตกเหวนรกในชั้นที่1 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (ในวันที่ไม่มีน้ำไหลตก)
เช้าวันที่ 1 (เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เพลงไพรก็พร้อมบรรเลง ต้อนรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ)
เราเริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดนครนายก ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.13 (นางรอง) ในเวลา 9 โมงเช้า เพื่อพบกับผู้ที่จะนำทางให้กับพวกเราในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าพิทักษ์ป่า ที่ได้ทำการนัดแนะกันไว้ก่อนล่วงหน้าที่จะมาถึง  หลังจากที่พบกันก็จัดเตรียมน้ำดื่ม เสบียงอาหารเท่าที่จำเป็นขึ้นรถทันที เพื่อมุ่งหน้าไปยัง "น้ำตกเหวนรก" คือจุดเริ่มต้นในการเดินป่าท่องไพรในครั้งนี้  โดยมีพวกเรา 5 คน และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีก 2 คน รวมเป็น 7 คน กับช่วงเวลา 3 วัน 2 คืนด้วยกัน
"เดินตามกันไปเรื่อยๆ ช้าๆ เป็นการวอร์มร่างกายก่อนที่จะเดินเข้าไปในป่าทึบ"
"เดินตามกันไปเรื่อยๆ ช้าๆ เป็นการวอร์มร่างกายก่อนที่จะเดินเข้าไปในป่าทึบ"

10 นาฬิกาเศษ  อากาศยังคงเย็นสบาย  เราเริ่มเดินเท้าออกจากจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ไปตามทางเดินสู่จุดชมวิว เป็นเส้นทางเดินสบายๆ ปูพื้นด้วยซีเมนต์ บรรยากาศร่มรื่น แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่สองข้างทางยังถูกปกคลุมไปด้วยมอสส์และเฟิร์น เราเดินตามกันไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ เป็นการวอร์มร่างกายก่อนที่จะเดินเข้าไปในป่าทึบ พอมาถึงสะพานเราก็พบกับแสงแดดอ่อนๆ มองไปในลำห้วยสมอปูน  มีน้ำน้อยมาก สงบนิ่ง ดูไม่น่ากลัวเหมือนตอนน้ำหลากในหน้าฝน พอผ่านพ้นสะพานเดินไปอีกไม่ไกลนัก  ไม่ทันได้เหงื่อออก ก็มาถึงจุดชมน้ำตกจุดที่1 ก่อนที่น้ำจะตกลงจากหน้าผา ตรงนี้มีศาลาชมวิวอยู่  หากเดินไปอีกนิดจะมีบันไดทางลงจุดชมวิวน้ำตกในชั้นที่1 แต่ว่าเราไม่ได้ลงไปหรอกนะ.! เรานั่งรอกันสักพักตรงศาลา พอมากันครบก็เริ่มเดินลงไปทางยอดหน้าผา มีฝายชลอน้ำเป็นทางข้าม  ตรงจุดนี้อันตลายมากหากเป็นหน้าฝน ซึ่งเคยเป็นทางที่ช้างใช้ข้ามอยู่เป็นประจำ ก่อนเจ้าหน้าที่จะทำแนวกั้นช้าง หลังจากมีโศกนาฏกรรมโคลงช้างป่า 8 เชือกได้พลัดตกหน้าผาตรงจุดนี้ ในกลางดึกของวันที่ 2 สิงหาคม 2535

"ยอดหน้าผาน้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"ยอดหน้าผาน้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

ก้าวสู่ปลายยอดหน้าผา  (น้ำตกเหวนรก) พวกเรานั้นตื่นตาตื่นใจกันมาก เพราะโดยปกติแล้วตรงจุดนี้ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาติให้เข้ามา หากว่าไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง พวกเราจึงใช้เวลาชื่นชมทัศนียภาพในบริเวณนี้อยู่นานพอสมควร จนเจ้าหน้าที่นำทางบอกกับพวกเราว่า "เราต้องไปแล้ว" เพราะจะทำให้ไปถึงจุดที่ตั้งแค้มป์ได้ล่าช้า ทันทีที่ฟังจบ พวกเราก็ละสายตาจากจุดนี้ แล้วหันไปเดินตามผู้นำทางทันที.! 

"แนวกั้นช้าง.. เส้นแบ่งความเป็นความตายจากที่สูงเพื่อช้าง"
"แนวกั้นช้าง.. เส้นแบ่งความเป็นความตายจากที่สูงเพื่อช้าง"
ได้เวลาแหวกป่า (เดินตามรอยในด่านช้าง)
เมื่อผ่านพ้นจากผาน้ำตกมาระยะสั้นๆ เราก็พบกับแนวกั้นช้างเป็นทางยาว ทันทีที่ข้ามแนวนี้ไป คือหนทางที่พวกเราจะลุยเข้าไปในป่าดิบโดยต้องผ่านด่านสัตว์ ซึ่งเป็นด่านช้าง เป็นที่แน่นอนว่า.!  หนทางจากนี้สืบ ไปข้างหน้า ทุกการก้าวเดินของพวกเรานั้นจะต้องมีความรอบคอบเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นเส้นทางเดินผ่านของสัตว์ใหญ่หลายชนิด   เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นด่านช้างแล้ว แน่นอน.!  ไม่พ้นจะต้องมีพ่อใหญ่ (ช้าง) ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่เบิกไพรให้กับเหล่าสัตว์ทั้งน้อยใหญ่ต่างๆได้ตามออกหากิน เจ้าหน้าพิทักษ์ป่า (คุณเรด) ได้เล่าให้เราฟังว่า "พื้นที่บริเวณนี้ไปตลอดแนวเขา สัตว์จะใช้เป็นเส้นทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปหากินดินโป่ง และอาหาร ระหว่างทางพ่อใหญ่ก็จะหักกินใบไม้ ผลไม้ หรือยอดไม้อ่อนต่างๆ ตามต้นไม้สูงไปตลอดทาง" เห็นได้จากกิ่งที่หักลงคาต้น หรือร่วงลงที่พื้น  เป็นผลพลอยได้แก่สัตว์ที่ตัวเล็กกว่าได้ตามเก็บกิน  บนเส้นทางเดินของสัตว์ในด่านช้างนี้ มีวงจรในการออกหากินลดหลั่นกันไปตามระดับชั้นของสัตว์  เช่น ช้าง หมี เสือ กระทิง กวาง เป็นต้น ซี่งในแต่ละชนิด จะอาศัยเส้นทางเดินนี้ออกหากินต่างช่วงเวลากัน  ยกเว้นสัตว์จำพวกที่หากินบนเรือนยอดของต้นไม้ ซึ่งมีให้เราพบเห็นได้ตลอดทาง...
"เดินตามรอยบนเส้นทางเดินของสัตว์เลียบสันเขา น้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"เดินตามรอยบนเส้นทางเดินของสัตว์เลียบสันเขา น้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

เฝ้าระวังให้แก่กัน  พวกเราแบ่งเป็นออกสองกลุ่มเพื่อเดินตามกันในป่า  สามคนในกลุ่มแรกจะเป็นผู้เดินนำ โดยมีพี่ศักดิ์ (เจ้าหน้าพิทักษ์ป่า) เป็นผู้นำทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว  เพื่อคอยสำรวจเส้นทางเดินให้กับพวกเรา ส่วนกลุ่มที่สองมีกันรวมสามคนเดินทิ้งท้าย เว้นระยะห่างพอมองเห็นหลังของคนสุดท้ายที่เดินในกลุ่มแรก ซึ่งตัวผมเดินอยู่ในกลุ่มที่สองร่วมกับเจ้าหน้าที่ปิดท้ายขบวน  เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือว่ามีภัยอันตลายใดๆ ก็ช่วยเหลือกันทัน  เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังได้ติดอาวุธปืน (เอชเค) เข้าไปด้วย เพราะไม่ใช่แค่พวกเราที่เดินอยู่ท่ามกลางป่ากับเหล่าสัตว์  บางทีอาจต้องเจอกับพวกลักลอบล่าสัตว์ หรือลักลอบตัดไม้กฤษณา

"ไม้หอม (ต้นกฤษณา) ถูกลักลอบถากเอาเนื้อไม้ จากเหล่ามิจฉาชีพ มีบางต้นถูกถากจนยืนต้นตาย"
"ไม้หอม (ต้นกฤษณา) ถูกลักลอบถากเอาเนื้อไม้ จากเหล่ามิจฉาชีพ มีบางต้นถูกถากจนยืนต้นตาย"

ฉกฉวยขุมทรัพย์ในผืนป่า  เจ้าหน้าพิทักษ์ป่า (คุณเรด) ผู้เดินปิดท้ายระวังภัยให้กับเรา ได้ชี้ให้เราเห็นถึงความโลภของมนุษย์  ที่คอยตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไม่ถูกต้อง โดยที่ไม่สนใจถึงผลตามมาจากการกระทำแม้แต่น้อย ไม่สนแม้กระทั่งกฎหมาย  เจ้าหน้าที่เองก็ออกตระเวณตรวจตราอยู่เป็นประจำ แต่.!  ครั้งแล้วครั้งเล่า   เหล่ามิจฉาชีพก็ได้ฉกฉวยโอกาสโขมยทรัพยากรธรรมชาติไปได้ในแทบทุกครั้ง ด้วยทางเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านั้น มีกำลังเพียงน้อยนิด ผนวกกับผืนป่าที่มีความกว้างใหญ่ จึงดูแลได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งก็น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นอย่างมากในการปฏิบัติหน้าที่...

{รอยเท้าสัตว์ที่บันทึกไว้บางส่วน  "รอการตรวจสอบที่แน่นอนของชนิด และขนาด" (รอยเท้าชุดนี้พบใกล้แหล่งน้ำ) }
{รอยเท้าสัตว์ที่บันทึกไว้บางส่วน "รอการตรวจสอบที่แน่นอนของชนิด และขนาด" (รอยเท้าชุดนี้พบใกล้แหล่งน้ำ) }

ทิ้งร่องรอยไร้ตัวเป็นๆ ระหว่างที่เดินตามกันอยู่นั้น  เราได้พบร่องรอยของสัตว์หลายชนิด ที่ทิ้งรอยไว้อยู่ตามผิวของต้นไม้ เช่นรอยเล็บของหมี รอยถูไถของช้าง นอกจากนี้ยังมีมูลของสัตว์ต่างๆ และรอยเท้าอีกมากมาย เห็นได้ชัดเนื่องจากดินในบริเวณนี้เป็นดินนิ่ม ซึ่งบางรอยยังสดใหม่อยู่เลย  เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งได้ลงไปยืนอยู่ในรอยเท้าของช้างแล้วเรียกให้ดู "โอ้.! มันช่างใหญ่โตอะไรเช่นนี้"  ผมถึงกับอุทานออกมาด้วยความตะลึง.! ซึ่งดูจากรอยแล้ว ที่ทั้งกว้างและลึก ก็น่าจะเป็นจ่าโขลง พอห่างไปอีกไม่กี่ก้าวมีรอยเท้าสัตว์ประเภทกีบคู่ ซ้อนอยู่ในรอยเท้าของช้าง สวยแปลกตาดี  (น่าเสียดายไม่ได้บันทึกภาพไว้)  ซึ่งขนาดของมันต่างกันมาก จากร่องรอยต่างๆ ที่เราได้เห็นมาทั้งหมดตลอดทาง ช่วยให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมในการออกหากินของสัตว์ในระแวกนี้มากขึ้น พอสมควรแก่เวลา ก็มุ่งหน้าไปยังสันเขาอีกลูกให้ทันช่วงบ่าย

"มีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ ในระหว่างเส้นทางเดินป่า" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"มีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ ในระหว่างเส้นทางเดินป่า" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

เรียนรู้ธรรมชาติ เรียนรู้ชีวิต   พวกเราเดินกันได้ไม่เร็วนัก เพราะนอกจากต้องระวังภัยให้กันแล้ว  พวกเรายังมีความสนใจเรียนรู้กับสิ่งต่างๆ ที่พบเห็น ตามเส้นทางอยู่ตลอดขณะที่เดินผ่าน  ทั้งในเรื่องวิถีชีวิตของสัตว์ป่า และการอยู่ร่วมกันของพืชพันธุ์ต่างๆ ที่พึ่งพากันอยู่ในระบบนิเวศของป่าดิบ ซึ่งนับว่าโชคดีที่เรามีเจ้าหน้าที่ร่วมให้ความรู้  นอกเหนือจากการนำทาง  และคอยช่วยระวังภัยให้กับพวกเรา  อีกทั้งยังให้ความเป็นกันเองเสมือนพี่น้อง แลกเปลี่ยนความรู้ที่ต่างคนได้มีมาพูดคุยร่วมกัน  

"ดุลยภาพที่สอดคล้องในนิเวศของป่าดิบชื้น เบื้องล่างน้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"ดุลยภาพที่สอดคล้องในนิเวศของป่าดิบชื้น เบื้องล่างน้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
สังคมแห่งผืนป่า (มีอะไร... มากกว่าที่ตาเห็น)
ขณะที่อยู่ในท่ามกลางป่ารกทึบ ผมได้บันทึกภาพสิ่งที่แวดล้อมกันอยู่ในบริเวณเส้นทางที่เดินผ่าน ซึ่งสิ่งที่ผมมองเห็นนั้น ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม ร่มรื่น หรือว่าแปลกตาอะไรเลย หากแต่มองเห็นถึงปัจจัยในการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ที่แวดล้อมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เห็นแล้วทำให้ได้นึกคิด ถึงเหตุและผลของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยการเกื้อกูลซึ่งกัน โอนอ่อนผ่อนตาม ถ้อยทีถ้อยอาศัย กิ่งก้านของต้นไม้ทั้งเล็กใหญ่นั้น ต่างสอดแทรกกันไปมา บางต้นนั้นถึงกับโอนเอียงเพราะถูกต้นอื่นเข้าเบียดสอดแทรกด้วยต้องการซึ่งแสงแดด ส่วนพืชพันธุ์เล็กๆในชั้นล่างของนิเวศน์ ต่างพลอยได้อาศัยเกาะเกี่ยว กิ่งก้านไปด้วย บ้างก็ขอเพียงแค่ที่พักพิง และบ้างก็ขอเพียงแค่ร่มเงาไว้หลบแสงแดด  และยังมีอีกหลายๆเหตุผลที่ไม่ได้กล่าวถึง... ทั้งนี้ทั้งหมดก็ด้วยมุ่งหวังต่อสิ่งที่ต้องการเดียวกันคือ "ความเจริญขึ้นให้แก่ตน"
"พืชพันธุ์เล็กๆในชั้นล่างของนิเวศป่าดิบชื้น"  (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"พืชพันธุ์เล็กๆในชั้นล่างของนิเวศป่าดิบชื้น" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

"คิดๆไปแล้วอยากรู้จริงๆว่า"  สรรพสิ่งที่แวดล้อมกันอยู่ในกลไกทางธรรมชาติ  มีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างไหม? เหมือนกับในสังคมของมนุษย์ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความคิดที่หลากหลาย และแตกต่างที่มา เหตุนี้จึงนึกคิดต่อไปอีกว่า.. หากมนุษย์เราเรียนรู้ที่จะยอมรับซึ่งกันและกัน ผ่อนหนักให้เป็นเบา เพื่อการเป็นอยู่ร่วมกันอย่างถ่องแท้แล้ว เราก็จะเห็นความงดงามจากการเป็นอยู่ร่วมกันของเราในทุกๆ สังคม สันติสุขจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน นำพาซึ่งความสำเร็จในหลากหลายเรื่องราวมาสู่เรา สู่รุ่นลูก รุ่นหลาน และเหลนของเราสืบไป ดั่ง "สังคมแห่งการอาศัยอยู่ร่วมกัน" ของผืนป่า

"สภาพแวดล้อมในป่าดิบชื้น (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"สภาพแวดล้อมในป่าดิบชื้น (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

ผมคิดเห็นว่า... ท่ามกลางสภาพความเป็นธรรมชาตินั้น มีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มนุษย์เรายังคงเรียนรู้ไม่หมด มีองค์ประกอบมากมายถูกเชื่อมโยงไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อการอาศัยอยู่ โดยพึ่งพากันอย่างเป็นระบบ ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกทางธรรมชาติ แม้ตัวมนุษย์เองก็จัดเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของธรรมชาติ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญ ที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางธรรมชาติได้ จากการที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดๆ ซึ่งตราบใดที่มนุษย์ไม่คงไว้ซึ่งความสมดุลตามกฏของธรรมชาติ สร้างความผิดแปลกให้กับธรรมชาติมากเกินความสมดุล ความยั่งยืน และความอัศจรรย์ที่หลอมรวมอยู่บนโลกใบนี้ จะเหลืออะไรให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้ในอนาคต เมื่อถึงยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าถึงขีดสุด...

"เส้นทางสู่หุบเขาเบื้องล่าง น้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
"เส้นทางสู่หุบเขาเบื้องล่าง น้ำตกเหวนรก" (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)
อุปสรรคเล็กๆ (เครื่องขัดขวางที่ช่วยสร้างประสบการณ์)
หลังจากเราข้ามสันเขาลูกที่ 2  ก็จะเป็นทางลงสู่หุบเขาเบื้องล่างซึ่งเป็นทางน้ำ คือจุดหมายสำหรับการตั้งแค้มป์ในคืนแรกของเรา และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเลียบลำน้ำ ที่เราจะใช้เดินเท้าในวันถัดไป (สู่ที่ตั้งแค้มป์ในคืนที่ 2) การเดินเท้าในช่วงนี้ ไม่เหนื่อยเหมือนกับในช่วงกลางวันที่ผ่านมา เนื่องจากเส้นทางส่วนใหญ่นั้นเป็นทางราบลงเขา แต่ก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียวนัก  เราประสบกับปัญหาบ้างเล็กน้อย ที่คอยกวนใจให้เดินช้าลงกว่าที่กำหนด  เนื่องจากบริเวณนี้เป็นทางลงสู่พื้นล่างของป่า ที่เต็มด้วยเถาวัลย์และพรรณไม้พุ่มชนิดต่างๆ มีทั้งพืชยืนต้น และพืชล้มลุก  โดยจำพวกที่มีหนามตามกิ่ง ก้าน ต้น และใบ เช่นหวาย  มีขึ้นอยู่หนาแน่น  ยิ่งในช่วงก่อนจะถึงพื้นล่างมีป่าไผ่  ทั้งหมดเป็นอุปสรรคในการเดินลงหุบเขาของเราเป็นอันมาก มันทั้งเกี่ยวเสื้อผ้า ขีดข่วนผิวกาย และทิ่มแทงให้เจ็บปวดได้หากไม่ระวัง อย่างต้นมะนาวผี มันจะมีหนามแหลมอยู่ตามซอกใบ ซึ่งตัวผมเองนั้นก็โดนหนามมันเสมอ  พอๆ กับที่โดนหนามของหวาย (โชคดีที่มีถุงมือหนัง) จึงพอที่จะช่วยป้องกันได้บ้าง ในยามที่ต้องจับยึดมันเพื่อเดินลงเขาในช่วงที่ลาดเอียง และที่สำคัญที่สุดก็คือ เจ้าตัวเอกของอุปสรรคในครั้งนี้ (แมงแดง) หรือเห็บลม  เป็นสัตว์กินเลือดตัวเล็กๆ ที่จะพบมากในช่วงหน้าหนาว แต่เนื่องด้วยเส้นทางที่เราได้เดินผ่าน และตรงบริเวณทางลงเขานี้เป็นช่องทางที่สัตว์จะลงมากินน้ำ มันจะซ่อนตัวอยู่ตามขอนไม้ และใบไม้แห้ง  รอคอยเกาะกินเลือดสัตว์ที่เดินผ่านไปมา เมื่อโดนมันกัดเข้าจะคันเอามากๆ  เราจะเห็นจุดดำๆ บริเวณที่คัน   มันจะฝังเขี้ยวกินเลือดจนอิ่มแล้วถึงจะปล่อย ถึงแม้ว่าเราจะดึงตัวมันออกมาได้ แต่ว่าเขี้ยวของมันก็จะยังคงฝังตัวอยู่ (ซึ่งไม่ควรดึงออก)  อาจจะทำให้เป็นแผล และจะคันต่อไปอีก 2-3  วันกว่าที่แผลจะหาย  เราจึงใช้ยาหม่องที่ติดตัวไปทาบริเวณที่คัน มันก็ช่วยได้มาก แถมตัวมันก็หลุดออก  ที่กล่าวมาเป็นเพียงอุปสรรคเล็กๆ  ที่สรัางประสบการณ์ให้กับเรา  ซึ่งกว่าที่จะผ่านพ้นลงสู่หุบเขาเบื้องล่างตามที่ตั้งเป้าไว้นั้น ก็พลบค่ำพอดี
" เรียบง่าย สบายๆ กับอาหารบนความเหนื่อยล้า"
" เรียบง่าย สบายๆ กับอาหารบนความเหนื่อยล้า"
มองโลกแง่ดี ทุกอย่างก็ดูดีไปหมด (ความหิวที่สุขงอม กับอาหารบนความเหนื่อยล้าในค่ำคืนแรก)
ในค่ำคืนแรกพวกเราต่างเหนื่อยล้า หลังจากที่ได้เดินทางกันมาตั้งแต่ตอนสายของวัน ซึ่งมีทั้งการปีนป่าย มุด ลอด หมอบ คลาน ในระหว่างการเดินทางมายังแค้มป์ที่พักนี้  ยังไม่มีโอกาสให้มื้อกลางวันลงท้องเลย เนื่องจากมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายในระหว่างเส้นทางเดิน จึงไม่มีความหิว (มีแต่ความตื่นเต้น) พอมาถึงที่ตั้งแค้มป์และจัดเตรียมที่พักเสร็จ ก็ลงมือก่อกองไฟเพื่อปรุงอาหารทันที ซึ่งเป็นอาหารง่ายๆ ที่หาได้ในพื้นที่ธรรมชาติ ในทางที่ได้ผ่านมามีป่าไผ่ก่อนจะถึงที่พัก ทำให้เราได้หน่อไม้มากินกับน้ำพริกที่เตรียมไป และก็ได้ปลาพอเล็กน้อยจากลำธารมาเสียบไม้ย่าง กลิ่นปลาย่างสดๆ หอมมากๆ ส่วนหน่อไม้เมื่อย่างแล้วแกะเปลือกออกจะเห็นสีขาวนวลอมเหลือง มีรสหวานติดขมนิดๆ เอาเป็นว่าได้อิ่มท้องไปตามๆ กัน จากนั้นเราก็นั่งเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดไปตามประสาคนเดินป่า ส่วนเรื่องอาหาร เราต่างเห็นพ้องกันว่า อาหารที่พวกเราได้นำพาเข้าท้องนั้นมันช่างวิเศษที่สุด ด้วยความหอมของปลาย่าง และข้าวสุขที่โชยกลิ่นผ่านลำไผ่ มีเยื้อบางๆ ห่อหุ้มให้ข้าวนั้นมีรสหวานเล็กน้อย เสมือนเมื่อครั้งที่ได้ลิ้มลองรสชาติข้าวหลามหนองมน ทว่า.. มันแตกต่างกันตรงที่ข้าวที่เราได้หุงนั้น จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้กลมกล่อมเหมือนข้าวหลามหนองมนที่เคยลิ้มลอง จะว่าไป "มันก็แค่จินตนาการที่เกิดจากความเหนื่อยล้า" ก็เท่านั้น คงได้เวลาเอนกายพักผ่อนหลับตาเอาแรง เพราะรุ่งขึ้นเราต้องออกเดินทางกันต่อ ไปยังแค้มป์ที่ 2 (ต้นน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล)



เช้าวันที่ 2 เดินเลียบลำน้ำ สู่ที่ตั้งแค้มป์ในคืนที่ 2 (ต้นน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล)

"แสงแดดยามสาย" เหนือป่าต้นน้ำ (เขื่อนขุนด่านปราการชล)
"แสงแดดยามสาย" เหนือป่าต้นน้ำ (เขื่อนขุนด่านปราการชล)
เมื่อธรรมชาติกล่อมจิต และ เพลงไพรบรรเลง (ที่ป่าต้นน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล)
ค่ำคืนที่ผ่านมา หลังผูกเปลเอนกายนอน ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ๆ เราได้ใช้เวลาให้กับตัวเอง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากที่ต้องปีนป่าย และฝ่าฟันซึ่งอุปสรรคต่างๆ  มาทั้งวันได้อาบน้ำที่เย็นฉ่ำ ไหลผ่านโขดหิน และแมกไม้ท่ามกลางป่าลึก  มีเสียงดลตรีจากธรรมชาติช่วยขับกล่อมให้เราได้หลับสบาย  แม้จะมีอากาศเย็น และหนาวมากในยามดึก  พอหลับตาลง แลัวปล่อยอารมณ์ไปตามธรรมชาติ   โดยไม่เปิดช่องให้ใจเราได้ปรุงแต่งเกินจริง หายใจสูดอากาศบริสุทธิ์สู่ปอดอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนใดๆ ที่สุดก็ผ่อนคลาย สงบ สบาย...
"บันทึกไว้เป็นที่ระลึก (บริเวณใกล้จุดค้างแรมในคืนแรก) ก่อนออกเดินทางกันต่อ"
"บันทึกไว้เป็นที่ระลึก (บริเวณใกล้จุดค้างแรมในคืนแรก) ก่อนออกเดินทางกันต่อ"

จากรุ่งสางจนฟ้าสว่าง  หลังจากตื่นลืมตาก็เริ่มสุมกองไฟเพื่อเติมความอบอุ่นให้ร่างกาย และตั้งน้ำเตรียมกาแฟร้อนๆ กับขนนมปังเพื่อรองท้องในยามเข้า เรานั่งจิบกาแฟคุยกันไปเรื่อยๆ ถีงสภาพอากาศ  และวันวานที่ผ่านมาของพวกเราที่ด่านสัตว์  จนพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ  แต่ละคนจึงรีบจัดการกับสัมภาระส่วนตัว จากนั้นก็ช่วยกันคืนสภาพป่าให้กับบริเวณพื้นที่พักเสมือนก่อนจะที่เดินทางมาถึง พอฟ้าสว่างก็เตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ ซึ่งพวกเรามีความตื่นตัวกันมาก (แม้จะมีความอ่อนล้าอยู่บ้าง) จากการที่เมื่อวานได้เดินข้ามเขามาสองลูก แต่ด้วยอากาศบริสุทธิ์และยามเช้าที่สดใส ทำให้ลืมเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

"ขณะเตรียมออกเดินทางไปตามเส้นทางน้ำไหล ป่าต้นน้ำ (เขื่อนขุนด่านปราการชล)"
"ขณะเตรียมออกเดินทางไปตามเส้นทางน้ำไหล ป่าต้นน้ำ (เขื่อนขุนด่านปราการชล)"

เริ่มต้นออกเดินทาง  การเดินเท้าในวันนี้เป็นเส้นทางสบายๆ เดินไปตามทางน้ำไหล  สู่ลำคลองท่าด่าน คือ ต้นน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล  ซึ่งช่องทางนี้ หากว่าเป็นหน้าฝนคงหมดโอกาสที่จะได้เดินผ่าน ยิ่งในช่วงน้ำหลาก จะมีน้ำมากจนเต็มลำคลอง และไหลเชี่ยวกรากมาจากน้ำตกเหวนรก มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย

"ขณะเดินไปตามเส้นทางน้ำ ลำคลองท่าด่าน" (ป่าต้นน้ำ เขื่อนขุนด่านปราการชล)
"ขณะเดินไปตามเส้นทางน้ำ ลำคลองท่าด่าน" (ป่าต้นน้ำ เขื่อนขุนด่านปราการชล)

ด้วยลำน้ำนี้ลัดเลาะไปตามช่องเขาที่มีระดับความลาดเทค่อนข้างสูงไปจนถึงพื้นที่รับน้ำของเขื่อน  ตลอดเส้นทางจึงมีแต่โขดหิน พวกเราลัดเลาะแอ่งน้ำตามทางมาเรื่อยๆ บางจุดที่เราต้องผ่านมีก้อนสูงจนต้องปีนป่ายข้ามไป ทำให้เดินได้ไม่เร็วนัก ในตอนแรกคิดว่าคงจะเดินกันแบบสบายๆ ที่ไหนได้ (เหมือนเดินขึ้นลงสะพานลอยในกรุงเทพฯไม่มีผิด) เราหยุดพักเป็นช่วงๆ แต่มื้อกลางวันคงรวบยอดไปตอนเย็นเลยทีเดียว..

"บริเวณต้นน้ำ เหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล"
"บริเวณต้นน้ำ เหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล"
บ่ายแก่ๆ ของวันที่2 (ปราการขวางกั้นเส้นทาง)
ในที่สุดก็ได้เดินทางมาถึงบริเวณปลายทางของต้นน้ำ เหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล มองไปข้างหน้าเห็นผิวน้ำเหนือเขื่อนต้องแสงยามบ่ายระยิบระยับ เมื่อพ้นคุ้งน้ำข้างหน้าคือปลายทางเป้าหมาย และจุดสิ้นสุดการเดินเท้ากลางป่าในครั้งนี้  แต่.! เกิดปัญหาใหญ่ขี้นแล้ว พวกเรากลับพบว่า บริเวณที่ยืนอยู่นี้ในขณะนี้ ไม่สามารถที่จะเดินเท้าต่อไปข้างหน้า เนื่องจากยังมีน้ำสูงเกินกว่าจะเดินได้  อันเป็นปราการขวางกั้นเส้นทางสู่ที่ตั้งแค้มป์ในคืนที่ 2 ของเรา และเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว หากต้องเดินย้อนกลับไปใช้เส้นทางที่ลาดเชิงเขา เพื่อไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้นั้น จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนานมาก และจะค่ำมืดเสียก่อนที่จะถึง...
"ขณะลอยคอข้ามฝั่งที่ต้นน้ำ" (เหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล)
"ขณะลอยคอข้ามฝั่งที่ต้นน้ำ" (เหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล)
เราจึงได้ปรึกษากันจนได้ผลสรุป และยอมรับกันทุกคนว่า พวกเราจะลอยคอข้ามลำน้ำนี้ไป และขึ้นฝั่งกันตรงจุดที่ตั้งแค้มป์ เนื่องจากไม่อยากที่จะตัดไม้เพียงแค่มาทำแพข้ามน้ำ เราจึงเก็บสัมภาระใส่ไปในถุงดำแล้วมัดปากถุงให้แน่น (ไม่ให้น้ำเข้าได้) เพื่อเป็นทุ่นช่วยพยุงตัวในขณะที่ลอยคออยู่ในน้ำ จากนั้นก็ลงน้ำเกาะกลุ่มกันเป็นแพ ลอยตามลำน้ำไปเพื่อไปขึ้นอีกฝั่งด้วยความระมัดระวัง...
"ขึ้นฝั่งตรงจุดที่ตั้งแค้มป์ ในคืนที่2 " (ต้นน้ำเหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล)
"ขึ้นฝั่งตรงจุดที่ตั้งแค้มป์ ในคืนที่2 " (ต้นน้ำเหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล)

ทันทีที่ขึ้นมาบนฝั่งได้  พวกเราต่างก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอนออกตาก  ในขณะที่ยังพอมีแสงแดดอยู่ก่อนที่จะพลบค่ำ จากนั้นก็เริ่มเตรียมพื้นที่ในการตั้งแค้มป์  ก่อกองไฟช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ด้วยลำน้ำที่เราข้ามมานั้น มีความเย็นมาก และแสงอาทิตย์ก็กำลังจะลับทิวเขาในอีกไม่ช้า   พอไม่นานนักหลักจากที่สุมไฟและตั้งแค้มป์เสร็จ  เราได้ยินเสียงพร้อมกันที่ชายป่าห่างจากที่เราอยู่ประมาณ 10 เมตรเป็นเสียงหักโค่นของกิ่งไม้ พร้อมยอดไม้สั่นไหว ซึ่งเราก็แน่ใจว่าเป็นพ่อใหญ่ (ช้าง) จะลงมากินน้ำใกล้กับบริเวณที่เราพักแน่ เพราะเสียงหักโค่นกิ่งไม้แบบนี้ไม่สัตว์อื่นแน่นอน เราใช้กล้องส่องทางไกลส่องดู แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ลองเดินไปดูใกล้ที่บริเวณยอดไม้ที่สั่นไหวก็ไม่เห็นอะไร เมื่อลองตรวจสอบทิศทางของลมดู ปรากฏว่าพวกเรานั้นอยู่เหนือลมพอดีตอนที่พ่อใหญ่ได้หายไป (คงจะย้ายไปลงจุดอื่น)

"อาทิตย์กำลังจะลับทิวเขา เหนืออ่างเก็บน้ำ" (เขื่อนขุนด่านปราการชล)
"อาทิตย์กำลังจะลับทิวเขา เหนืออ่างเก็บน้ำ" (เขื่อนขุนด่านปราการชล)

ค่ำคืนที่ 2  ของการเดินป่าในครั้งนี้กำลังจะมาถึง  อากาศเริ่มเปลี่ยนจากร้อนเป็นหนาว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงทีละน้อย  การจัดเตรียมอาหารก็ได้เริ่มต้นขึ้นกับเสบียงที่เหลืออยู่ เพิ่มเติมพิเศษด้วยผักกูดสดๆ ที่เก็บมาจากชายป่า ซึ่งมีขึ้นอยู่มากมายตามริมน้ำ  นำมาผัดด้วยน้ำมันโรยเกลืออีกนิดหน่อย  กินแกล้มกับน้ำพริกนรก พร้อมไข่เจียว และต้มยำปลากระป๋อง นั่งล้อมวงกินกันไปคุยกันไป มีไออุ่นจากกองไฟในคืนที่มืดมิดท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นกลางป่า ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าเต้นท์ ลงเปล เพื่อเอนกายหลับนอน




เช้าวันที่ 3 ตื่นตาตื่นใจ กับฝูงลิงป่า (ที่ต้นน้ำเหนือเขื่อนขุนด่านปราการชล)

" แสงยามเช้าของวันที่สาม หลังตื่นลืมตาที่ป่าต้นน้ำ"  (เขื่อนขุนด่านปราการชล)
" แสงยามเช้าของวันที่สาม หลังตื่นลืมตาที่ป่าต้นน้ำ" (เขื่อนขุนด่านปราการชล)

นาฬิกาปลุกในยามเช้า หลังจากตื่นลืมตาด้วยเสียงอีกทึกของเหล่าฝูงลิงจำนวนมาก ที่เริ่มออกหากินตอนเช้าในป่าไผ่ลํามะลอก บนฝั่งตรงกันข้ามกับที่พวกเราอยู่  ซึ่งในตอนแรกจะมีเสียงเรียกเตือนจากจ่าฝูงดังมาก (เรายังต้องตื่น) หลังจากนั้นได้ไม่นาน  จะได้ยินเสียงลิงจากในฝูงตามมา (ฝูงลิงเคลื่อนที่กันเร็วมาก) จนยอดไผ่โอนเอนเสียงดัง เรานั่งจิบกาแฟร้อนๆ คอยสังเกตดูพฤติกรรมของฝูงลิงอยู่ตลอด ซี่งพบว่า  จะมีเสียงจากจ่าฝูงดังขึ้นเป็นระยะ สลับกับลิงในฝูงซึ่งตัวไม่ใหญ่มากนัก มีความปราดเปรียว  จะออกมามองดูพวกเรา แล้วกลับหายเข้าไปในยอดไม้ ย้ายจุดมองเราไปเรื่อยๆ  สลับกับเสียงที่เราคาดว่าเป็นจ่าฝูง ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนเราแน่ใจว่าลิงฝูงนี้กำลังจะลงมากินน้ำ (ซึ่งมันก็เป็นจริง)  ฝูงลิงคงแน่ใจแล้วว่าพวกเราไม่เป็นอันตลายต่อมัน จึงตัดสินใจสลับกันลงมากินน้ำ ประมาณครึ่งชั่วโมง ฝูงลิงก็กลับหายไปในยอดไม้ และไม่กลับออกมาให้เห็นอีกเลย (ตัวที่คาดว่าเป็นจ่าฝูง) ซ่อนตัวดีมากไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นมันเลย..

"ปิดฉากการเดินป่าในครั้งนี้ ที่ท่าเรือสันเขื่อนขุนด่านปราการชล"
"ปิดฉากการเดินป่าในครั้งนี้ ที่ท่าเรือสันเขื่อนขุนด่านปราการชล"
ล่องเรือในอ่างเก็บน้ำ (ปลายทางที่สันเขื่อนขุนด่านปราการชล)
ช่วงสายๆ หลังจากที่ได้จัดเก็บสัมภาระส่วนตัว และคืนสภาพป่าให้กับบริเวณพื้นที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราก็ได้แต่นั่งรอเวลาที่เรือหางยาวจะมารับพวกเรา ซึ่งก็ได้นัดหมายวันเวลาไว้ล่วงหน้าแล้ว  เพื่อล่องไปตามอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล  ประมาณครึ่งช่วโมงหลังจากที่ได้รอ  เรือก็เดินทางมาถึง พอเทียบฝั่งขึ้นเรือใส่เสื้อชูชีพกันครบทุกคน   คนขับก็ออกเรือโดยทันทีเพื่อไม่ให้เราเสียเวลาอีก  ผมได้เหลียวหลังกลับไปมองตรงจุดที่พวกเราได้พักค้างแรมกันเมื่อคืนนี้แล้ว  รู้สึกว่า..ยังไม่อยากจะจากตรงนี้ไปเลย  ยังอยากอยู่ต่ออีกสักคืน แต่ด้วยเวลาถูกจำกัดไว้ด้วยหน้าที่การงาน จึงต้องละสายตาหันมองไปทางหัวเรือ ซึ่งคนขับก็แล่นเรือไปเรื่อยๆ เพื่อให้เราได้ชมทัศนียภาพทั้งสองชายฝั่งของอ่างเก็บน้ำได้เต็มที่ แม้จะมีแสงแดดจัดแต่ไม่รู้สึกร้อนใดๆ  มีลมพัดผ่านใบหน้าเบาๆ ขณะแล่นเรือ กับไอเย็นของน้ำที่ช่วยให้เรารู้สึกสบายไปตลอดระยะทางประมาณ 8 กม.  ระหว่างทางในอ่างเก็บน้ำจะมีสถานที่ท่องเที่ยว เป็นน้ำตกอีกสามแห่ง คือ น้ำตกผางามงอน, น้ำตกคลองคราม, และน้ำตกช่องลม  ซึ่งเราก็ไม่ได้แวะชมสักที่เนื่องจากเวลาไม่เพียงพอ (ไว้สบโอกาสจะเข้ามาเที่ยวชมสักครั้ง)



"บันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกร่วมกับ 2 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเขาใหญ่" (ผู้นำทางการเดินป่าในครั้งนี้)
"บันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกร่วมกับ 2 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเขาใหญ่" (ผู้นำทางการเดินป่าในครั้งนี้)



ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

3 วัน 2 คืน จากเหวนรกสู่เขื่อนขุนด่านปราการชล