บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เขากระโจม (แดนสวรรค์ตะวันตก)

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2562 - 09:12 น.
AA 59

ช่วงเวลาดีๆ ที่ให้ประสบการณ์ชีวิต บนเส้นทางสายธรรมชาติ

(สุดเขตประเทศไทย ภาคตะวันตก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี)

" มองจากยอดเขากระโจมไปยัง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือสหภาพพม่า  "
" มองจากยอดเขากระโจมไปยัง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือสหภาพพม่า "

             จากปลายตะเข็บชายแดน ๑.๙ กม. บนแนวเทือกเขาตะนาวศรี สุดเขตประเทศไทยภาคตะวันตก ที่ความสูง ๑,๐๔๕ เมตร จากระดับน้ำทะเล "เขากระโจม" ภูเขาที่มีลักษณะเป็นเขาลูกโดด มีสันฐานกว้าง สันเขามีพื้นราบเป็นแนวตัด คือจุดยุทธศาสตร์ (เนิน ๑,๐๐๐) ที่สำคัญ  ตามแนวเขตชายแดนของประเทศ บนยอดเขามีฐานปฏิบัติการของกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน ที่๑๓๗ ประจำการอยู่ หากมองจากยอดเขาไปทางทิศตะวันตก ก็จะเห็นฐานปฏิบัติการเขตชายแดนของสหภาพพม่าประจำการอยู่เช่นกัน  ผืนป่าแถบนี้จะเขียวชอุ่มไปด้วยไม้ป่านานาพันธุ์ ลักษณะคล้ายผืนป่าทางภาคเหนือ มีสภาพอากาศที่ชื้น พื้นดินและหินในหุบเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยพืชในตระกูลมอสส์ และเฟิร์น   บนยอดเขาจะมีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี สายลมค่อนข้างจะแรง อุณหภูมิจะมีความหนาวเย็นตั้งแต่ช่วงปลายฝนในเดือนตุลาคม ไปจน ถึงปลายฤดูหนาวของเดือนกุมภาพันธ์  (คือปลายทางที่พวกเราได้ไปถึง)

" กลุ่มคนเดินเท้า (Khondorntáo Group) บนยอดเขากระโจม"
" กลุ่มคนเดินเท้า (Khondorntáo Group) บนยอดเขากระโจม"

            การได้อยู่ในท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขานั้น จำต้องให้เวลามากขึ้นกับตัวเองและสถานที่ เพราะมันเป็นโอกาสที่เราจะได้ค้นพบเสน่ห์แห่งธรรมชาติอันงดงาม  ซึ่งในแต่ละช่วงเวลานั้นจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน คุณค่าจากช่วงเวลาที่จะได้รับ มันคือความสุขทางใจที่ถูกเติมแต่งสีสันให้กับชีวิต ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น  ซึ่งสามารถที่จะจรรโลงใจเราให้เบิกบาน สดใส  ต่างจากการที่เราได้อยู่ในตัวเมือง อันเต็มไปด้วยถิ่นอโคจรในโลกแห่งยุคเทคโนโลยี ที่มีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่ง แข่งขัน และเร่งรีบ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาวนาน แต่ความทรงจำแห่งความประทับใจนั้น จะคงอยู่มิรู้ลืม ยิ่งเราเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ ที่ได้สัมผัสจากทุกช่วงเวลาไว้ในความทรงจำ เพิ่มเติมเก็บไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร, ภาพถ่าย, หรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงอารมณ์ของความรู้สึก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี  กับการที่เราได้เคยใช้ลมหายใจอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น  ที่ๆ ช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับชึวิต ดั่งเช่นในทริป เขากระโจม (แดนสวรรค์ตะวันตก) ที่กำลังจะกล่าวถึง...

" เส้นทางขึ้นเขากระโจม (ช่วงขาลงจากเนิน ๑,๐๐๐ไปยังเนิน ๘๐๐ "
" เส้นทางขึ้นเขากระโจม (ช่วงขาลงจากเนิน ๑,๐๐๐ไปยังเนิน ๘๐๐ "

ชื่อนี้.. "เขากระโจม" เป็นคำเรียกขานใหม่จากปากของผู้บุกเบิกการทำเหมืองแร่ช่วงปี  ๒๕๐๐ สอดคล้องกับชื่อ “บริษัท เหมืองแร่เขากระโจม จำกัด” เนื่องจากเห็นว่าสันฐานของเขาลูกนี้มีลักษณะเหมือนกระโจมของชาวอินเดียนแดง (ชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน) ตามสายตาของ นายชั้น ศิริสุข  แต่เดิมนั้นชาวท้องถิ่นในอดีดที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวกะเหรี่ยง และมอญ จากทางเมืองมะริด และทวาย จะเรียกขานชื่อเขาลูกนี้ว่า "เขาลันดา"

" ระหว่างขึ้นเขากระโจม จะมองเห็นทิวเขาโอบล้อมอยู่ตลอดเส้นทาง หากจุดนั้นอยู่ในมุมที่เปิดโล่งบนที่สูง  "
" ระหว่างขึ้นเขากระโจม จะมองเห็นทิวเขาโอบล้อมอยู่ตลอดเส้นทาง หากจุดนั้นอยู่ในมุมที่เปิดโล่งบนที่สูง "

ในปัจจุบัน"เขากระโจม" จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันขึ้นชื่อ ของอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ชึ่งเป็นจุดชมทะเลหมอกอันงดงามแห่งหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ  ที่สามารถจะชมพระอาทิตย์ขึ้น และตกได้จากจุดเดียวกัน มีทัศนียภาพที่สวยงาม โดดเด่นเป็นแนวทอดยาวสุดตา ด้วยทิวเขาตะนาวศรีอันสลับซับซ้อน ภายในจุดเดียวกัน  สามารถที่จะมองเห็นทิวทัศน์ท่ามกลางขุนเขาได้ทั้งในประเทศไทย และสหภาพพม่า เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง นั้นคือ ช่วงปลายฝนต้นหนาว จะมีสายหมอกจะปกคลุมไปทั่วทั้งขุนเขา ในช่วงเวลานี้เองที่จะเกิดทะเลหมอกมากที่สุดของปี ซึ่งในแต่ละปีนั้น จะมีนักเดินทางที่รักการท่องเที่ยวผจญภัย ต่างขึ้นมากางเต้นท์ ตั้งแต้มป์ในท่ามกลางสายหมอกกันเป็นจำนวนมาก

"บริเวณลานกลางเต้นท์ บนเขากระโจม (เป็นที่น่าสียดายอย่างมากในสายตา) ที่ในปัจจุบัน ม้านั่งสุด Classic ตัวนี้ ไม่ได้มีอีกแล้ว ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย (ภาพนี้บันทึกไว้ช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ) "
"บริเวณลานกลางเต้นท์ บนเขากระโจม (เป็นที่น่าสียดายอย่างมากในสายตา) ที่ในปัจจุบัน ม้านั่งสุด Classic ตัวนี้ ไม่ได้มีอีกแล้ว ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย (ภาพนี้บันทึกไว้ช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ) "

บริเวณใกล้เคียงกัน ยังมียอดเขาเป็นที่นิยมมากอีกจุดหนึ่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการเดินป่าค้างแรม ก็คือ "เขาแหลม" ยอดเขาที่มีความสูง ๑,๑๓๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล  ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเดินเท้าขึ้นไป ๔ - ๕ ชั่วโมง ระหว่างทางจะพบกล้วยไม้ป่าได้หลากหลายสกุล อย่างเช่นในสกุลเอื้อง อาทิ เอื้องเทียนหนู เอื้องช่องวงช้าง, เอื้องผึ้ง, เป็นต้น และยังพบในสกุลสิงโต อย่าง "สิงโตช้อนเงิน" ที่หายากได้อีกด้วย




เส้นทางสายธรรมชาติ มุ่งสู่ยอดเขากระโจม (เนิน๑,๐๐๐)

            "หนทางที่สมบุกสมบัน ยากลำบากในการเข้าถึง คือสิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนจดจำได้ มิรู้ลืม "

" (ภาพจากซ้าย) ๑) เส้นทางขึ้นเขาในช่วงแรก ๒) ช่วงเนินเจ้าพ่อเขาคอด ๓) ก่อนถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"
" (ภาพจากซ้าย) ๑) เส้นทางขึ้นเขาในช่วงแรก ๒) ช่วงเนินเจ้าพ่อเขาคอด ๓) ก่อนถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"

          ด้วยระยะทาง ๑๐ กม. จากต้นทางสู่ยอดเขากระโจม ผิวถนนจะลาดยางในช่วงแรก จากนั้นจะเป็นทางดินลูกรังไปตลอดจนถึงสันเขา มีความลาดชันของเส้นทางสูง รถที่ขึ้นจะต้องเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (จักรยานยนต์หากแรงดี มีดอกยางก็ขึ้นได้สบาย) สภาพพื้นถนนนอกจากที่จะชัน ขรุขระ และลื่นแล้ว ยังมีล่องลึกบนพื้นผิวถนนในหลายจุด บางช่วงต้องลุยน้ำลึกถึงครึ่งคันรถ (รถที่ยกสูงยังมิดล้อ) ในยามที่พื้นถนนไม่เปียกชื้นนั้น จะเต็มไปด้วยฝุ่นแดงจากดินลูกรัง หากว่าชื้นแฉะก็จะลื่นอยู่มาก ถ้าขึ้นไปในช่วงที่ฝนตกหรือหลังจากนั้น พื้นถนนในบางช่วงก็จะเละเป็นดินโคลน

เส้นทางสายธรรมชาติ สู่ยอดเขากระโจม (ภาพนี้บันทึกไว้ช่วงฤดูร้อนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ )"
เส้นทางสายธรรมชาติ สู่ยอดเขากระโจม (ภาพนี้บันทึกไว้ช่วงฤดูร้อนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ )"

บนเส้นทางขึ้นสู่เขากระโจมจะมี ๓ จุดหลักๆ   ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้จดจำ คือ (๑) แอ่งน้ำขนาดใหญ่ ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง ใกล้ตรงจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตชด.๑๓๗ ซึ่งรถทุกคันนั้นจะต้องลุยผ่าน เป็นจุดพักรถอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากเนินเจ้าพ่อเขาคอด  ที่นี่จะมีศาล และศาลาที่พัก (๒) เนิน ๘๐๐ จัดเป็นเนินที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความลาดชันสูง  มีระยะของเส้นทางขึ้นเนินที่ยาวพอสมควร ยามที่ชื้นแฉะ และเป็นดินโคลนจะลื่นมาก (๓) บรรยากาศบนยอดเขากระโจม หรือว่าเนิน ๑,๐๐๐  ซึ่งเป็นเนินที่ชันสุดเลยก็ว่าได้ (แต่ช่วงขึ้นเนินไม่ยาวนัก) ก็จะได้สัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงามบนยอดเขา

"  ๐๕ นาฬิกา ที่เนิน ๘๐๐ บนเส้นทางสู่เขากระโจม "
" ๐๕ นาฬิกา ที่เนิน ๘๐๐ บนเส้นทางสู่เขากระโจม "

             ๐๔ นาฬิกา ของปลายเดือนตุลาคม  คือเวลาที่พวกเราเริ่มขึ้นเขาในวันนั้น ด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ยกสูง) มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขากระโจม ท่ามกลางสายหมอกและละอองฝนอ่อนๆ ที่ปกคลุมไปทั่วพื้นที่ มีสายลมแรงมาเป็นระลอกๆ  อากาศฉ่ำเย็นสบายๆ แต่ยังไม่ถึงกับหนาว  ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทร์ในคืนข้างแรม การมองเห็นแทบเป็นไปไม่ได้เลยในระยะที่เกินจาก ๓ เมตร  สภาพดิน ฟ้า อากาศ ที่แวดล้อมกันอยู่ในช่วงเวลานั้น ดูไม่เป็นใจต่อการที่เดินทางขึ้นเขานัก แต่มันก็ช่วยสร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ที่ได้ผจญภัยร่วมกันบนเส้นทาง Off-road ในยามค่ำคืน เพื่อจะขึ้นไปชมทัศนียภาพบนที่สูงให้ทันในยามเช้าบนยอดเขา  ที่สามารถจะมองเห็นทิวเขาตะนาวศรีอันสลับซับซ้อนทอดยาวสุดตา  จนเลือนหายไปในสายหมอก อีกทั้งความเขียวชอุ่มของผืนป่าหลังจากได้รับน้ำที่ตกลงมาตลอดทั้งฤดูฝน ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือการได้สัมผัสกับทะเลหมอกอันงดงาม ยามต้องกับแสงแรกของวันใหม่ คือสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ว่าจะได้พบเห็น กับของขวัญชิ้นพิเศษจากธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับการขึ้นเขาไปกันในวันนั้น

" ๐.๕ นาฬิกา ที่เนิน ๘๐๐ ขณะหาต้นไม้เพื่อยึดสลิงใช้รอกไฟฟ้า (Winch) "
" ๐.๕ นาฬิกา ที่เนิน ๘๐๐ ขณะหาต้นไม้เพื่อยึดสลิงใช้รอกไฟฟ้า (Winch) "

หลังผ่านเส้นทางที่ยากลำบาก ขรุขระ และมีความชันมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว เรายังต้องลุยผ่านแอ่งน้ำที่ลึกจนล้อรถนั้นจมหายไปในน้ำ กับเส้นทางที่เต็มไปด้วยดินโคลนในช่วงที่กำลังผ่านทุ่งหญ้า เพื่อจะไปขึ้นยังเนิน ๘๐๐ พวกเราประสบกับปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อยที่เนินนี้ เนื่องจากสภาพอากาศและเส้นทางในพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยนัก จากการที่ได้มีฝนตกมาก่อนหน้าที่พวกเราจะไปถึง พื้นถนนจึงค่อนข้างที่จะลื่น และเนินก็มีความชันอยู่มาก เพื่อให้รถเคลื่อนตัวไปได้อย่างไม่ผิดพลาด พวกเราจึงช่วยกันส่องไฟนำทาง บางคนเดินนำไปสำรวจทางข้างหน้า เพื่อช่วยบอกทิศทางให้แม่นยำในการขับขี่มากขึ้น แต่ด้วยความมืดประกอบกับความไม่ชำนาญในเส้นทาง จึงมีติดหล่มอยู่บ้าง บางจังหวะถึงกับต้องใช้รอกสลิงไฟฟ้า (Winch) เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ถึงยอดเนิน ก่อนที่เราจะต้องพบกับความชันที่สุดของเส้นทางในช่วงสุดท้าย ที่จะแตะถึงขอบสันเขากระโจม หรือเนิน ๑,๐๐๐ ซึ่งพวกเราก็ผ่านมันขึ้นไปอย่างง่ายดาย และไม่ติดขัดอะไร

" บันทึกภาพไว้ร่วมกัน หลังผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ ที่เนิน ๘๐๐ ก่อนเดินทางต่อสู่ยอดเนิน ๑,๐๐๐ "
" บันทึกภาพไว้ร่วมกัน หลังผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ ที่เนิน ๘๐๐ ก่อนเดินทางต่อสู่ยอดเนิน ๑,๐๐๐ "
" ช่างเป็นการเดินทางที่โหดเอาเรื่องทีเดียว บนเส้นทางสายธรรมชาติแห่งนีัในยามค่ำคืน "

( มันจึงเป็นดินแดนที่สร้างความตื่นใจให้กับพวกเรา ต้องตราตรึงไว้ในความทรงจำร่วมกัน )


" ตะวันฉายแสง เหนือสายหมอก ณ ยอดเขากระโจม "
" ตะวันฉายแสง เหนือสายหมอก ณ ยอดเขากระโจม "

เมื่อฟ้าสางที่ยอดเขา แดนสวรรค์บนดิน ก็เผยโฉมตระการตา

         ในที่สุด ความอุตสาหะตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงยอดเขาก็สัมฤทธิ์ผล ด้วยพวกเราขึ้นไปอยู่หนือสันเขา (มีพวกเราเป็นกลุ่มแรก) ก่อนที่แสงแรกของวันใหม่จะเริ่มต้นขึ้น มีหมอกปกคลุมไปทั่วพื้นที่  ละอองฝนยังคงโปรยปราย อากาศชื่้นและหนาวเย็น มีสายลมแรง พร้อมด้วย “ทาก”  สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่ชูคอต้อนรับการมาเยือนของพวกเรา ซึ่งมันกระจายอยู่ทั่ว ตามพื้นดินและยอดหญ้า  จากนั้นพวกเราจึงช่วยกันตั้งเสา กางผ้าใบ (Tarp) รั้งไว้กับต้นไม้ พร้อมกับจุดตะเกียง และตั้งเตาต้มน้ำร้อน   เพื่อจัดการกับกาแฟ และขนมปังในยามเช้า จากนั้นก็นั่งสนธนากันไปตามประสาของคนท่องป่า โดยหวังว่าเมื่อละอองฝนผ่านพ้นไป จะได้พบกับแสงแรกของวันใหม่ เพื่อยลโฉมความงดงามในสีสันของผืนป่า  และท้องฟ้าที่สัมผัสกับแสงอาทิตย์ ในยามเช้า เหนือสายหมอกในท่ามหลางของขุนเขา โดยมีพวกเราเป็นผู้เฝ้ามอง                             

" (ซ้าย) พระอาทิตย์ขึ้น มองจากยอดเขากระโจม ๐๕.๔๕ นาฬิกา (ขวา) แสงยามเช้า ๐๖ นาฬิกาเศษ "
" (ซ้าย) พระอาทิตย์ขึ้น มองจากยอดเขากระโจม ๐๕.๔๕ นาฬิกา (ขวา) แสงยามเช้า ๐๖ นาฬิกาเศษ "

พวกเรานั่งจิบกาแฟและสนธนากันไปได้สักพักใหญ่ สายลมก็อ่อนกำลังลง จากนั้นไม่นานนัก ละอองฝนก็เริ่มจางหายไป จนที่สุดเราก็เห็นแสงตรงขอบฟ้าตัดกับความมืดของทิวเขา ด้วยแสงที่เห็นกับเวลาที่กำลังเดินอยู่นั้น มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงโลกที่กำลังหมุนรอบตัวเองอยู่ จากการที่ดวงอาทิตย์ได้จรัสแสงผ่านชั้นบรรยากาศ  มาส่องประกายอยู่เหนือทิวเขาบนท้องฟ้า และเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละองศา  จนทำให้เราได้เห็นสีสันของธรรมชาติได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (มันช่างรวดเร็วยิ่งนัก)

"ทะเลหมอกปกคลุมเหนือตัวเมืองสวนผึ้ง มองจากยอดเขากระโจม ๐๖ นาฬิกาเศษ "
"ทะเลหมอกปกคลุมเหนือตัวเมืองสวนผึ้ง มองจากยอดเขากระโจม ๐๖ นาฬิกาเศษ "

เพียงไม่นานหลังจากที่แสงแรกของวันได้ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นสายหมองเคลื่อนตัวเป็นกลุ่มหนา ล่องลอยอยู่ในหุบเขาอันกว้างใหญ่  ที่มีลักษณะทางภูมิทัศน์เป็นแอ่งกระทะ  ซึ่งภายใต้สายหมอกที่พวกเราเห็นอยู่มันคือตัวเมืองของอำเภอสวนผึ้ง ที่พวกเราได้ผ่านกันมาก่อนหน้านั่นเอง หลังจากที่ชื่นชมกันอยู่ได้ไม่นานพวกเราก็มาถึงบางอ้อ!  " อ้อ.! มันเป็นอย่างนี้สินะ..! " บรรยากาศและแสงสีของธรรมชาติที่แสนจะงดงามเช่นนี้ ผู้คนมากมายที่เคยมาที่นี่ จึงต่างเปรียบกันไปว่า.. " นี้คือดินแดนที่เป็นดั่งสวรรค์ของคนบนดิน "

" ๐๖ นาฬิกาเศษ ช่วงเวลาที่ฟ้าเริ่มสว่างเหนือสันเขา (ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของยอดเขากระโจม) "
" ๐๖ นาฬิกาเศษ ช่วงเวลาที่ฟ้าเริ่มสว่างเหนือสันเขา (ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของยอดเขากระโจม) "

พวกเราต่างก็ประทับใจกันเป็นอย่างมากในวันนั้น โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยขึ้นไปเที่ยวชมเลย   ซึ่งก็มีอยู่หลายคนในกลุ่ม (ดูออกจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ) เมื่อได้เห็นและได้สัมผัสกับอากาศในยามเช้า หลังจากที่ได้รอคอยกันมาในตลอดค่ำคืนที่เยือกเย็น เมื่อเอ่ยถามถึงความรู้สึกจากปากของแต่ละคนแล้ว ต่างก็พูดกันออกมาเป็นเสียงเดียวว่า.. "มันคุ้มค่ากับการที่ได้ขึ้นมาจริงๆ"

" หลังฟ้าสว่างที่มุมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขากระโจม (ทางขึ้นไปยอดสูงสุดที่ ๑,๐๔๕ เมตร)  "
" หลังฟ้าสว่างที่มุมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขากระโจม (ทางขึ้นไปยอดสูงสุดที่ ๑,๐๔๕ เมตร) "

หลังจากแสงได้สาดส่องลงมายังพื้นดิน ความสว่างจ้าในอานุภาพแห่งแสงอาทิตย์  ก็ได้ทำให้ความมืดมิดนั้นสลายไปในชั่วไม่กี่พริบตา จนฟ้าเริ่มสว่างไปทั่ว แต่ก็ไม่ค่อยจะแจ่มแจ้งดีนัก ด้วยสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูง พร้อมกับหมอกบางๆ ล่องลอยอยู่รอบตัว มีสายลมพัดโชยเบาๆ (รู้สึกเย็นสบาย)  ยังดีที่มีแสงแดดอ่อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับพวกเราไม่หนาวเย็นจนเกินไป

"ท่ามกลางหมอกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณยอดเขากระโจม "
"ท่ามกลางหมอกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณยอดเขากระโจม "

ทันทีที่ความเขียวขจีของป่าเขาเริ่มชัดเจนขึ้น พวกเราเดินไปยังมุมต่างๆ   ดื่มด่ำกับธรรมชาติในแต่ละจุด บนยอดเขา เก็บเกี่ยวบรรยากาศพร้อมบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งพวกเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสที่จะได้ขึ้นมาชื่นชมกันอีก แต่เป็นที่แน่นอนว่า.. มีหลายคนในกลุ่มอยากจะมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกเป็นแน่

" อากาศเย็นสบายท่ามกลางสายหมอก ในยามเช้าที่ยอดเขากระโจม หลังกลับจากจุดชมแสงแรกของวัน"
" อากาศเย็นสบายท่ามกลางสายหมอก ในยามเช้าที่ยอดเขากระโจม หลังกลับจากจุดชมแสงแรกของวัน"

" บันทึกภาพหมู่ไว้เพื่อเป็นที่ระลึก ก่อนลงจากยอดเขา "
" บันทึกภาพหมู่ไว้เพื่อเป็นที่ระลึก ก่อนลงจากยอดเขา "

หลังจากพวกเราให้เวลาตัวเองได้อยู่กับธรรมชาติบนยอดเขากระโจม ประมาณชั่วโมงเศษ จึงช่วยกันเก็บสัมภาระส่วนกลางของกลุ่มขึ้นรถ ชำระร่างกาย เดินทางลงเขาไปยลโฉม น้ำตกผาแดง  ด้วยเส้นทางเดิมที่ได้ขึ้นมาเมื่อตอนก่อนจะรุ่งสาง

"บรรยากาศระหว่างทาง จากจากยอดเขากระโจมลงมาเนิน ๘๐๐"
"บรรยากาศระหว่างทาง จากจากยอดเขากระโจมลงมาเนิน ๘๐๐"
ก่อนที่ฟ้าจะใส และความอบอุ่นจะจางหาย.. (จังหวะที่สภาพอากาศยังคงความสดชื่นอยู่)
เราใช้ช่วงเวลานี้เดินทางลงเขา เมื่อนับระยะทางจากยอดเขาลงไป ก็ประมาณสองกิโลเศษ ในขณะที่เดินทางลง เราใช้โอกาสนี้ชื่นชมกับทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางไปเรื่อยๆ (ไม่รีบร้อนใดๆ) โดยได้วางแผนกันไว้ว่า หลังจากที่ชมน้ำตกกันแล้ว จะกลับมาตั้งแค้มป์ใกล้ๆ จุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตชด.137 ซึ่งอยู่เยื้องกับปากทางเข้าไปชมน้ำตก เพื่อจัดปรุงอาหารในมื้อกลางวัน  พอถึงช่วงบ่ายก็จะขึ้นไปบนยอดเขากระโจมกันอีกครั้ง เพื่อที่จะรอชมอาทิตย์ลับทิวเขายังฝั่งของประเทศเพื่อนบ้าน และกลับลงมายังที่ตั้งแค้มป์ให้ทันก่อนแสงสุดท้ายของวันจะสิ้นสุดลง 

"บรรยากาศระหว่างทาง จากจากยอดเขากระโจมลงมาเนิน ๘๐๐"
"บรรยากาศระหว่างทาง จากจากยอดเขากระโจมลงมาเนิน ๘๐๐"

โดยเราคาดหวังที่จะค้างแรมตรงจุดตรวจนี้สักคืน (หากว่าได้รับอนุญาต) เพื่อที่จะได้ส่องดูสัตว์ป่าในยามค่ำคืน เนื่องจากบริเวณนี้มีสภาพที่เป็นป่าต้นน้ำของน้ำตกผาแดง อันเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์   อีกทั้งมีโป่งเทียมที่ทางเจ้าหน้าที่ ตชด.๑๓๗ และกลุ่มรักษ์เขากระโจม ได้จัดทำขึ้นเพื่อเสริมแร่ธาตุไว้ให้กับสัตว์ในยามที่ลงมาหากิน น้ำ ดินโป่ง, ใบไม้, หญ้า, และหัวพืชต่างๆ หลังจากเวลาที่พลบค่ำไปแล้ว

"ลงจากเนิน ๘๐๐ ก็เริ่มเข้าสู่ทุ่งหญ้า ก่อนถึงต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"
"ลงจากเนิน ๘๐๐ ก็เริ่มเข้าสู่ทุ่งหญ้า ก่อนถึงต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"

ถึงเวลาฟ้าใส.. พวกเราให้เวลากับตัวเองในการชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางอยู่ชั่วโมงเศษ  เป็นเวลาที่เพียงพอต่อการได้ซึมซับกับบรรยากาศในท่ามกลางธรรมชาติ ขณะที่ลงมาจากยอดเขาจนถึงทุ่งหญ้าบนพื้นที่ราบ ท้องฟ้าก็เริ่มใส มีเมฆบางๆ ลอยอยู่สูง แสงแดงเริ่มจัดจ้านขึ้น แต่อากาศยังคงเย็นสบาย พอมองย้อนขึ้นไปทางยอดเขาที่พวกเราลงมา ยังคงมีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่ทั่ว   ซึ่งในเวลาถัดมาอีกไม่นานก่อนที่จะถึงเที่ยงวัน มันก็ได้จางหายไป เหลือเพียงแสงแดดที่เปล่งประกายอย่างเจิดจ้าไปทั่วทั้งผืนป่า

" ทุ่งหญ้าสองข้างทาง ก่อนจะถึงต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"
" ทุ่งหญ้าสองข้างทาง ก่อนจะถึงต้นน้ำของน้ำตกผาแดง"

ตรงที่ราบเชิงเขาที่เรามาถึงนี้ อุดมไปด้วยหนองน้ำและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติของสัตว์ป่า อย่างเช่น หมูป่า, กวางม้า ฯลฯ เฉพาะกวางม้า (หรือกวางป่า) มีอยู่เป็นฝูงใหญ่ อาศัยและออกหากินอยู่ในผืนป่าแถบนี้ จัดเป็นสัตว์ที่รักถิ่นของตัวเองเป็นอย่างมาก  และไม่ยอมที่จะย้ายถิ่นฐานไปไหนแม้จะมีภัยคุกคาม  เมื่อในอดีดผืนป่าแถบนี้นั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก และยังไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเช่นทุกวันนี้ กวางม้า และสัตวัป่าอื่นๆ ที่นี่ จะถูกนายพรานล่าเอาเนื้อไปจำนวนมาก แต่หลังจากที่ได้มีการดูแลและอนุรักษ์เพื่อปกป้องทรัพยากรของผืนป่าจากเจ้าหน้าที่ ตชด.๑๓๗  ร่วมกับ กลุ่มรักษ์เขากระโจม แล้ว การล่านั้น... จึงทำได้ยากขึ้น จนลดน้อยถอยไป (แต่กระนั้น ยังมีผู้จ้องหาโอกาสที่จะกระทำผิดอยู่ร่ำไป)

" แอ่งน้ำขนาดใหญ่ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) มองไปยังยอดเขากระโจม
" แอ่งน้ำขนาดใหญ่ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) มองไปยังยอดเขากระโจม
เกือบ ๑๐ นาฬิกา.. พวกเรากลับลงมาถึงจุดรับน้ำของห้วยลันดาอีกครั้ง อันเป็นต้นน้ำของน้ำตกผาแดงซึ่งได้ผ่านไปตอนที่ขึ้นเขา แต่ในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่มืดจนมองไม่เห็นสีของน้ำ  ซึ่งจริงแล้วสายน้ำในห้วยลันดานั้นใสมาก แต่พอไหลมาถึงที่นี่ซึ่งมีลักษณะของพื้นที่ลาดเทเป็นแอ่งกระทะ จึงมีกรวดทรายจากดินลูกรังอยู่มาก จึงทำให้น้ำที่ไหลเข้ามาในแอ่งนี้ออกสีเป็นเหลืองอมแดง (เมื่อดูภาพรวมในสีของสายน้ำ)
" ขณะลงผ่านแอ่งน้ำ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) ที่รถทุกคันจะต้องลุยผ่าน ทั้งขาขึ้นและลง"
" ขณะลงผ่านแอ่งน้ำ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) ที่รถทุกคันจะต้องลุยผ่าน ทั้งขาขึ้นและลง"

ตรงนี้เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่ง ที่สร้างเสน่ห์ให้กับเส้นทางขึ้นเขากระโจม ด้วยการขับรถลุยฝ่าในเส้นทางน้ำไหล  ที่มักจะถูกกล่าวขานถึงอยู่เสมอ จากปากของผู้คนที่ได้เดินทางผ่านบนเส้นทางสายนี้  จนกลายเป็นตำนานในเรื่องเล่าของเส้นทาง Off-road ขึ้นเขากระโจม ซึ่งก็เรียกความตื่นเต้นได้ไม่ใช่น้อย จากผู้คนที่ต้องผ่านมันไป นั่นก็หมายรวมถึงพวกเราด้วย

(ขวามือข้างหน้า) เข้าไปทางธงชาติ (ที่ทำการของจุดตรวจ บุษราคัม)  คือจุดที่เราจะตั้งแค้มป์  เลยถัดไปข้างหน้าประมาณ ๑๐ เมตร (ทางซ้ายมือ) จะมีทางเข้าไปชม น้ำตกผาแดง
(ขวามือข้างหน้า) เข้าไปทางธงชาติ (ที่ทำการของจุดตรวจ บุษราคัม) คือจุดที่เราจะตั้งแค้มป์ เลยถัดไปข้างหน้าประมาณ ๑๐ เมตร (ทางซ้ายมือ) จะมีทางเข้าไปชม น้ำตกผาแดง

หลังจากข้ามน้ำก็มาถึงถึงจุดที่เราคาดว่าจะตั้งแค้มป์ที่พัก  และปากทางเข้าไปชม น้ำตกผาแดง ซึ่งเราจะต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ ๒๐๐ เมตร เป็นทางเดินเล็กๆ   ที่สามารถมองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน  คู่ขนานไปกับลำธาร ที่สายน้ำจะไหลไปตกลงในหุบเหวตรงหน้าผาแดง

"ระหว่างทางเข้าไปชม น้ำตกผาแดง "
"ระหว่างทางเข้าไปชม น้ำตกผาแดง "

            ๑๐ นาฬิกาเศษ... พวกเราเดินมาสุดทางที่ตรงหน้าผาแดง คือจุดที่น้ำจากห้วยลันดาไหลมาสิ้นสุดก่อนที่จะตกลงไปยังเบื้องล่างของหน้าผา แล้วไหลลัดเลาะไปตามช่องเขา เป็นแก่ง เป็นลำธาร ผ่านไปยังชุมชนต่างๆ ในอำเภอสวนผึ้ง มีบริเวณพื้นที่โดยรอบตัวน้ำตกไม่กว้างใหญ่นัก 

" บริเวณหน้าผา ที่น้ำตกผาแดง "
" บริเวณหน้าผา ที่น้ำตกผาแดง "

บรรยากาศตลอดเส้นทางที่เดินเข้าไปนั้นเป็นป่าไผ่ ร่มรื่น ไม่ร้อน เดินอย่างสบายๆ เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงตัวน้ำตก ตอนที่พวกเราเข้าไปพื้นดินจะชื้นแฉะ ปกคลุมไปด้วยใบไผ่ และทางค่อนข้างจะลื่นช่วงก่อนจะถึง ตัวน้ำตก "ทาก" จะมีมากบนเส้นทางช่วงท้ายนี้ ซึ่งเราก็โดนเล่นงานไปตามๆ กัน เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ถุงกันทาก แต่ก็ไม่ได้มีใครเกิดอาการแพ้ หรือติดเชื้อใดๆ จากเจ้าถิ่นตัวจิ๋วนี้เลยสักคน

" มองผ่านช่องเขาออกไป จากปลายหน้าผา (น้ำตกผาแดง) ยังทิวเขาด้านนอกตัวน้ำตก  "
" มองผ่านช่องเขาออกไป จากปลายหน้าผา (น้ำตกผาแดง) ยังทิวเขาด้านนอกตัวน้ำตก "

ตรงปลายสุดของหน้าผาหินที่น้ำตก เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของผืนป่า และทิวเขาในมุมที่กว้างออกไปได้ไกลสุดตา ซึ่งก็เป็นมุมที่สวยงามอยู่มิใช่น้อย

" ทิวเขาด้านนอกตัวน้ำตก (มองผ่านช่องเขาออกไปทางปลายหน้าผา) "
" ทิวเขาด้านนอกตัวน้ำตก (มองผ่านช่องเขาออกไปทางปลายหน้าผา) "

ที่น้ำตกผาแดงนี้ จะมีน้ำไหลอยู่ตลอดแทบทั้งปี ซึ่งจะไหลแรงและมีน้ำมากในช่วงฤดูฝน แต่การจะเข้าไปชมในช่วงฤดูฝนนั้น เส้นทางที่เดินเข้าไปจะลื่นมาก (ตัวทากก็มีมากด้วย) แต่ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ ก็ดูจะหนีไม่พ้นเจ้าตัวนี้เป็นแน่ ดังนั้นทางที่ดี (ควรจะใส่ถุงกันทาก ซึ่งจะช่วยป้องกันได้มาก หากจะเข้าไปเที่ยวชม)

"จากปลายหน้าผา มองลงไปยังหุบเบื้องล่าง (น้ำตกผาแดง)"
"จากปลายหน้าผา มองลงไปยังหุบเบื้องล่าง (น้ำตกผาแดง)"

สภาพโดยรวมของพื้นที่บนผาน้ำตกแห่งนี้นั้น เหมาะแก่การเที่ยวชมทัศนียภาพของสายน้ำตก ไม่เหมาะกับการจะลงเล่นน้ำ ซึ่งในน้ำจะมีตะกอนสนิมที่เกิดจากแร่เหล็กในชั้นหินบนหน้าผานี้ปะปนอยู่มาก แม้ว่าน้ำจะใส แต่สีของน้ำนั้นออกเป็นเหลืองอมแดง ผิวของหินในยามที่เปียกน้ำ หากไปสัมผัสก็จะมีสีแดงของสนิมติดออกมาเล็กน้อย พื้นหินของผาน้ำตกก็ค่อนข้างที่จะลื่นอยู่มาก (จะต้องระวังเป็นพิเศษ)

 "ธารน้ำที่ผาแดง ก่อนจะไหลตกลงจากหน้าผา"
"ธารน้ำที่ผาแดง ก่อนจะไหลตกลงจากหน้าผา"

จากด้านบนของหน้าผาแดง หากจะเดินลงไปข้างล่างของน้ำตก (อีกสักหน่อย) ก็พอจะมีทางลงไปได้บ้าง (แต่คงต้องระวัง) เพราะทางชันและลื่นมาก เนื่องจากยังไม่ได้พัฒนาให้เป็นเส้นทางลงไปชมน้ำตกจากมุมทางด้านล่างอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นมุมที่ชมความสวยงามของสายน้ำที่ไหลตกลงสู่เบื้องล่าง ได้อย่างชัดเจน

 "สายน้ำตกผาแดง แม้ในวันที่มีน้ำน้อย"
"สายน้ำตกผาแดง แม้ในวันที่มีน้ำน้อย"

       หลังจากชื่นชมสายน้ำตก และทัศนียภาพโดยรอบพื้นที่อยู่เกือบชั่วโมง พวกเราจึงเดินทางกลับไปยังจุดที่จะตั้งแคมป์เพื่อเตรียมอาหารในมื้อกลางวัน  ขณะเดินทางออกมาถึงปากทางเข้าตัวน้ำตก ก็ประจวบเหมาะพอดีกับคนในพื้นที่ กำลังขึ้นมาหาเก็บว่านในป่า จึงได้ทักทายและทำความรู้จักกัน ก็ทราบว่าพี่ชายคนนี้เป็นชาวเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านระแวกปากทางขึ้นเขากระโจม พูดคุยกันอยู่หลายเรื่องจนถูกคอ พี่แกจึงอาสาพาพวกเราส่องดูสัตว์ในยามค่ำคืน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยแกบอกกับพวกเราว่า ในตอนค่ำๆ จะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

" บริเวณที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม ของเจ้าหน้าที่ ตชด.๑๓๗ "
" บริเวณที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม ของเจ้าหน้าที่ ตชด.๑๓๗ "

เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ตั้งแค้มป์ได้  พวกเราจึงหาจุดผูกเปลและกางเต้นท์ พร้อมจัดทำอาหารสำหรับมื้อกลางวัน ระหว่างนั้นสมาชิกในกลุ่มที่ว่าง ก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว และเดินเที่ยวชมไปยังรอบๆ บริเวณที่พวกเราได้ตั้งแค้มป์ ก่อนกลับมารวมตัวเพื่อกินอาหารในมื้อกลางวันร่วมกัน

" ระหว่างการปรุงอาหารสำหรับมื้อกลางวัน ( บริเวณที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม)"
" ระหว่างการปรุงอาหารสำหรับมื้อกลางวัน ( บริเวณที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม)"
ยามบ่ายของวันที่ ๒ (บนเส้นทางสายธรรมชาติสู่เขากระโจม)
หลังจากที่อิ่มท้อง ได้เอนกายพักหลับกันอย่างถ้วนหน้า ก็ถึงเวลาที่พวกเราได้กำหนดว่าจะขึ้นไปยอดเขากระโจมอีกครั้ง ซึ่งแสงแดดดูจะร้อนแรงเอาอย่างมาก จากท้องฟ้าที่สว่างจ้าในขณะนั้น แต่อากาศก็กลับ เย็นสบายไม่ร้อนไปตามแสงแดดที่เห็น คนในกลุ่มเริ่มมีอาการที่ตื่นเต้นกันอีกครั้ง เมื่อรถได้เคลื่อนตัว
" หลังเที่ยงของวัน ที่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) "
" หลังเที่ยงของวัน ที่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ (ต้นน้ำของน้ำตกผาแดง) "

ขณะที่เราย้อนกลับขึ้นไปยังเนิน ๘๐๐ ตลอดทั้งเส้นทางผ่านไปจนถึงยอดเนิน   พื้นถนนจากที่เคยเละจนเป็นดินโคลน ให้พวกเราต้องขึ้นอย่างยากลำบากมาก่อนหน้านั้น ได้กลับแห้งลงจากแสงแดดเพียงครึ่งวัน ทำให้ผ่านขึ้นถึงยอดเนินได้อย่างง่ายดาย เพียงไม่นานก็ได้สัมผัสกับทิวทัศน์ในมุมที่เปิดโล่งเหนือหุบเขา

"จุดชมวิวบนเนิน ๘๐๐ (ระหว่างทางสู่ยอดเขากระโจม)  "
"จุดชมวิวบนเนิน ๘๐๐ (ระหว่างทางสู่ยอดเขากระโจม) "

ตรงนี้เป็นจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งของเส้นทาง ที่ผู้มาเยือนเขากระโจมแทบทุกรายนั้นจะหยุดรถเพื่อชื่นชมกับทัศนียภาพของหุบเขาทั้งสองฝากเนิน ที่บนสันเนินมีพื้นที่กว้าง สายลมพัดผ่านเย็นสบายตลอด แม้ว่าจะมีแสงแดดแรง (เสียดายไม่ได้บันทึกภาพไว้ในยามเช้า ซึ่งจะมีสายหมอกปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา)

"บนยอดเนิน ๘๐๐ (เส้นทางสู่ยอดเขากระโจม)"
"บนยอดเนิน ๘๐๐ (เส้นทางสู่ยอดเขากระโจม)"

บนยอดเนิน ๘๐๐ สามารถจะมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน ทอดตัวเป็นแนวยาวอย่างสวยงาม ได้ทั้งในยามที่ฟ้าโปร่งท่ามกลางแสงแดด หรือยามที่ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอก ซึ่งก็สวยงามไม่แพ้จุดชมวิวบนยอดเขากระโจมเลยทีเดียว จะต่างกันก็ตรงที่บนยอดเขากระโจมนั้น มีมุมมองที่อยู่สูงกว่า และมองไปได้ไกลยิ่งกว่า (ยังแดนของประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ความสวยงามนั้นไม่แพ้กันจริงๆ

"ทิวเขาสลับซับซ้อน มองจากจุดชมวิวบนเนิน ๘๐๐ (ระหว่างทางสู่ยอดเขากระโจม)"
"ทิวเขาสลับซับซ้อน มองจากจุดชมวิวบนเนิน ๘๐๐ (ระหว่างทางสู่ยอดเขากระโจม)"

พอขึ้นไปถึงบนยอดเนิน ๑,๐๐๐ แม้จะเป็นยามบ่ายที่มีแสงแดดจัด แต่ก็ใช่ว่าจะร้อน มีสายลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา ทำให้อากาศยังคงเย็นสบาย มีร้านค้าเล็กๆ ให้พวกเราพอซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ ไว้ดับกระหายได้ ในช่วงที่รอคอยเวลา เพื่อพบกับบรรยากาศในยามเย็น และแสงสุดท้ายของวัน

"ดินและหญ้ายังคงเปียกชื้นบนยอดเขา แม้แสงแดดจะแรงในยามบ่าย"
"ดินและหญ้ายังคงเปียกชื้นบนยอดเขา แม้แสงแดดจะแรงในยามบ่าย"

ตามพื้นดินและใบหญ้าบนยอดเขา ที่เคยมีพวกทากตัวจิ๋วเล่นงานพวกเราเมื่อก่อนรุ่งสางนั้น ต่างก็ได้หลบซ่อนตัวจากแสงแดด ไม่ยอมออกมาให้เห็นกันเลยสักตัว ทั้งๆ ที่พื้นดินและใบหญ้าก็ยังคงเปียกชื้นอยู่  

"เมฆขาวดั่งปุยนุ่น (จากยอดเขามองไปทางทิศตะวันออก)"
"เมฆขาวดั่งปุยนุ่น (จากยอดเขามองไปทางทิศตะวันออก)"

๑๔ นาฬิกาเศษ... ยามบ่ายแก่ๆ ของวัน ท้องฟ้ายังโปร่งใส แต่มีเมฆสีขาวดุจปุยนุ่น ลอยอยู่เหนือยอดเขาตัดกับสีของท้องฟ้า (เมื่อมองไปทางทิศตะวันออก) สายลมเริ่มที่จะพัดแรงขิ้นกว่าเดิม ยอดหญ้าพัดปลิวไสว หายใจได้อย่างสดชื่น โล่งสบาย แต่ละคนในกลุ่มไม่มีใครเสียเหงื่อเลยสักคน

"ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี (มองจากยอดเขาไปทางทิศตะวันตก)"
"ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี (มองจากยอดเขาไปทางทิศตะวันตก)"

๓ ขั่วโมงจากนั้น อากาศก็เริ่มที่จะเย็นลง มีละอองน้ำเกาะตามยอดหญ้าให้เห็น   พื้นดินเริ่มเปียกขึ้นมาอีกครั้งจากความชื้น สีท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย  หลังความสว่างจ้าของแสงแดดลดน้อยถอยลงไปตามส่วนโค้งของแนวขอบโลก ซึ่งเท่าที่สายตาได้เห็น  แสงของอาทิตย์กำลังจะลับหายไปยังเบื้องหลังของทิวเขา ที่แสงนั้นเริ่มห่างไกลจากสายตาไปทีละน้อย ทำให้เรารู้ชัดว่า..   ที่พวกเรากำลังยืนอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้นั้น กำลังจะเข้าสู่ด้านมืด ในมุมที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถจะส่องถึงและผ่านไปได้ ทำให้ท้องฟ้าในองศาของมุมมืดนั้นไร้ซึ่งความสว่างใส อยู่ภายใต้เงาของโลกใบนี้ จากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง

"ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ก่อนตะวันจะลับทิวเขา (มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากยอดเขา)"
"ช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ก่อนตะวันจะลับทิวเขา (มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากยอดเขา)"

พวกเราต่างรอคอยช่วงเวลาที่จะได้เห็นสีสันของท้องฟ้า ในยามที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้นเพียงไม่นาน แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการรอคอย เมื่อแสงสีทองยามเย็นปรากฏขึ้น ความประทับใจก็เกิดใหม่อีกครั้งกับพวกเรา และคงอีกหลายๆ คน นอกเหนือจากพวกเรา ที่ต่างก็ฝ้ารอคอยมาเช่นกัน

"ช่วงเวลาแห่งแสงสุดท้ายของวัน หลังที่ตะวันลับทิวเขา"
"ช่วงเวลาแห่งแสงสุดท้ายของวัน หลังที่ตะวันลับทิวเขา"

ก่อนตะวันจะลับทิวเขาจนแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง พวกเราเริ่มเดินทางลงเขาไปยังที่ตั้งแค้มป์  ซึ่งในวันนั้นมีคนขึ้นเขามาหลายกลุ่ม หลายคน กำลังตั้งเต้นท์ค้างแรมกันบนยอดเขา   เพื่อรอคอยเวลาที่จะพบกับแสงแรกในวันถัดไป สำหรับพวกเรา..   การได้ซึมซับบรรยากาศของธรรมชาติที่เกิดขึ้นแต่ละช่วงเวลาบนยอดเขากระโจมนั้น ถึงจุดเพียงพอแล้ว  ซึ่งเราใช้เวลาไม่นานก็กลับลงมายังที่ตั้งแค้มป์   จัดทำอาหารสำหรับมื้อเย็นในทันที (เรียกมื้อค่ำก็ว่าได้) เป็นอาหารประเภท ผัด ทอด และต้ม   ที่ไม่ยุ่งยากอะไรในการปรุงนัก เพียงไม่นานหลังจากที่ได้ลงมือทำ ข้าวสวยร้อนๆ พร้อมอาหารที่ปรุงเสร็จก็โชยกลิ่นหอม ให้พวกเราได้อิ่มท้องไปตามๆ กัน

" ค่ำคืนที่ ๒ ของทริป แค้มป์ที่พักในเขตที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม  และทุ่งหญ้าในหุบเขาก่อนถึงเนิน๑,๐๐๐ (๑ กิโลเมตร)"
" ค่ำคืนที่ ๒ ของทริป แค้มป์ที่พักในเขตที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม และทุ่งหญ้าในหุบเขาก่อนถึงเนิน๑,๐๐๐ (๑ กิโลเมตร)"

       ช่วงเวลานั้นเอง (พี่แดง) คนที่บอกกับพวกเราว่าจะขึ้นเขามาอีกครั้ง ได้ขี่รถจักยานยนต์มาจอดตรงที่พวกเรานั่งล้อมวงกินอาหารพอดี จึงได้กล่าวทักทายกันอีกครั้ง   ก่อนเข้าร่วมวงสนทนาในท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้า (ค่ำคืนที่ ๒ ของทริป )  โดยมีแสงจากกองไฟให้ความสว่าง  พูดคุยกันอยู่หลายเรื่องกับพี่แดง จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสามทุ่ม พี่แดงจึงชวนไปส่องดูสัตว์ในทุ่งหญ้า   ซึ่งในบริเวณนี้มักจะมีกวางม้าออกมาหารกินดินโปร่ง  แต่หลังจากที่ซุ่มดูกันอยู่นาน ก็ไม่มีวี่แววที่จะเห็นเลย (มีแต่รอยเท้า)  พี่แดงได้บอกกับเราว่า มันเป็นรอยเท้าจากคืนก่อน คงจะต้องออกมาซุ่มดูกันอีกครั้งหลังจากที่สี่ทุ่มไปแล้ว แต่พวกเราก็เกรงใจพี่แดงจึงบอกปัดกับแกไป ก่อนที่จะเดินกลับมายังแค้มท์ที่พักเพื่อหลับนอน ...........................................................................................................................................................

๐๙.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลาลงจากเขา

(เปลี่ยนจากนั่งรถเป็นเดินเท้า สู่จุดตรวจที่ปากทางขึ้นเขากระโจม) 
" บันทึกภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึก ด้านหน้าที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม "
" บันทึกภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึก ด้านหน้าที่ทำการจุดตรวจบุษราคัม "

          ในตอนเช้าหล้งมีแสงสว่าง.. อากาศนั้นดีมาก สบายๆ มองเห็นสายหมอกปกคลุมไปทั่วตามยอดเขา แต่ในค่ำคืนที่พึ่งผ่านมานั้น หนาวเย็นเอาเรื่องอยู่  โดยเฉพาะข่วงเวลาก่อนจะรุ่งสาง  แต่ก็ไม่เท่ากับความหนาวเย็นที่บนยอดเขากระโจม จริงแล้วเราตื่นกันมาตั้งแต่ยังไม่มีแสงของอาทิตย์เลย (ใช่ว่าอยากจะตื่น) แต่ในช่วงเวลาก่อนจะรุ่งสางนั้น จะมีรถทยอยกันขึ้นไปรอชมทะเลหมอก และแสงแรกของวันบนยอดเขา อย่างต่อเนื่อง (คนที่ไม่ได้พักค้างแรมบนยอดเขา) ซึ่งจะต้องผ่านตรงจุดที่พวกเราพักค้างแรมกันอยู่ เสียงของเครื่องยนต์ในเวลานั้น มันดังมาก (ยิ่งในตอนที่ต้องเร่งเครื่องยนต์ฝ่าสายน้ำ) ทั้งเสียงเฮฮาของผู้คนที่กำลังตื่นเต้น (ก็นั่นหล่ะ.!)  คือสิ่งที่ทำให้พวกเราต้องตื่นจากการหลับไหลขึ้นมาดูกันในยามนั้น    ซึ่งก็มองไม่ค่อยเห็นอะไร ได้ยินแต่เสียงกับแสงไฟจากรถ พวกเราจึงต้มน้ำนั่งจิบกาแฟ คุยกันไปเรื่อยๆ จนฟ้าสาง

"๐๙.๓๐ นาฬิกา เริ่มออกเดินเท้ามุ่งหน้าลงเขาไปตามเส้นทาง"
"๐๙.๓๐ นาฬิกา เริ่มออกเดินเท้ามุ่งหน้าลงเขาไปตามเส้นทาง"

พอฟ้าเริ่มสว่างแล้ว พวกเราจึงได้ข้อสรุปในเรื่องของการเดินทางลงเขาว่า จะให้รถกับคนในกลุ่มที่ข้อเข่าไม่สู้จะดีนัก ลงเขาล่วงหน้าไปรอที่จุดตรวจตรงปากทางขึ้นเขา ส่วนคนที่เหลือก็จะเดินเท้าตามลงไป   ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๔ ซั่วโมงเศษ รวมพักกินอาหารกลางวันที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด   ตรงบริเวณลานที่หน้าศาล ทั้งนี้พวกเราเห็นพ้องกันว่า การได้มาเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติเช่นนี้ ควรจะให้เวลาในการชื่นชมได้ครบในทุกส่วน ตลอดทั้งสองฝั่งของเส้นทางที่เราได้ผ่านขึ้นมา ซึ่งตอนขึ้นเขานั้นเราใช้รถเป็นพาหนะพาต้วขึ้นมา มันก็เป็นไปได้ว่า พวกเราอาจพลาดชมในรายละเอียดของบางสิ่งในธรรมชาติ ที่แฝงอยู่ตามรายทางก็เป็นได้ เพราะความเป็นธรรมชาติแท้จริงนั้น แต่ละสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แม้แต่ก้อนหินเพียงก้อนหนึ่งในบางแง่มุม ก็อาจทำให้ภาพรวมทังหมดจากสายตา กลายเป็นสิ่งที่งดงามให้เราได้พบเห็น ซึ่งมันก็เป็นไปตามช่วงเวลาที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ 

"หลังจากออกเดินพ้นปากทางเข้าน้ำตกผาแดง ขึ้นบนเนินจะมองเห็นทุ้งหญ้าในพื้นราบกลางหุบเขา (เมื่อมองย้อนกลับไป) "
"หลังจากออกเดินพ้นปากทางเข้าน้ำตกผาแดง ขึ้นบนเนินจะมองเห็นทุ้งหญ้าในพื้นราบกลางหุบเขา (เมื่อมองย้อนกลับไป) "

          พวกเราแบ่งออกเป็นสามกลุ่มเดินตามกันไป ซึ่งไม่ได้รีบร้อนอะไร แวะดูต้นไม้, ใบไม้, หยุดฟังเสียงของนกร้อง, ดูความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ตามรายทาง  ตอนที่เริ่มออกเดินกันนั้นอากาศยังคงเย็นสบาย ท้องฟ้าโปร่งใสพอมีเมฆอยู่บ้าง จากนั้นแสงแดดก็เริ่มจัดขึ้นในทุกขณะ ที่พวกเราเดินออกห่างจากจุดที่ตั้งแค้มป์ไปเรื่อยๆ ดีที่มีต้นไม้ใหญ่พอได้ร่มเงาอยู่บ้าง ทำให้ไม่เสียเหงื่อจนเกินไป

"ระหว่างทางเพื่อไปยังเนินเจ้าพ่อเขาคอด"
"ระหว่างทางเพื่อไปยังเนินเจ้าพ่อเขาคอด"

พอใกล้เที่ยงวันอากาศก็เปลี่ยนจากร้อนเป็นฉ่ำเย็นขึ้น หลังเมฆฝนก่อตัวลอยผ่านมาทางทิศที่พวกเราอยู่ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทางสัญจรก็เละเป็นโคลน  โชคดีที่มีเสื้อกันฝนพอให้พวกเราไม่เปียกปอนจนเกินไป ซึ่งฝนก็ตกหนักอยู่ได้ไม่นาน สายลมได้ช่วยพัดพาเมฆฝนให้เคลื่อนตัวผ่านไป จากบริเวณแนวป่าที่พวกเรากำลังอยู่ในขณะนั้น

"ละอองฝนยังคงโปรยปรายตลอดทาง หลังจากที่โหมกระหน่ำอย่างหนักอยู่ได้สักพัก"
"ละอองฝนยังคงโปรยปรายตลอดทาง หลังจากที่โหมกระหน่ำอย่างหนักอยู่ได้สักพัก"

ฝนตกไม่ทั่วผืนป่า... เคยได้ยินได้ฟังมาบ่อยครั้งในสำนวนเปรียบเปรยที่ว่า "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า"  ที่หมายเอา การทำอะไรหรือว่าแจกจ่ายอะไรไม่ทั่วถึงกัน แต่อยากจะเรียกตรงๆ กับเหตุการณ์ที่พวกเราได้ประสบกันมาว่า"ฝนตกไม่ทั่วผืนป่า" ซึ่งขณะที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางขาลงเขานั้น บางช่วงพื้นถนนก็เละจนเป็นดินโคลนจากการที่ฝนได้ตกหนัก พอถัดไปไม่ไกลจากรัศมีที่ฝนตก พื้นถนนกลับแห้งสนิทเป็นฝุ่นทราย โอ้..! ช่างต่างกันเสมือนอยู่คนละฝากฟ้าเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่อยู่ในอนาเขต และภายใต้ฟ้าเดียวกันจากสายตา

"พื้นถนนเละเป็นโคลนในช่วงที่เป็นดินแดง หลังจากฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก"
"พื้นถนนเละเป็นโคลนในช่วงที่เป็นดินแดง หลังจากฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก"

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ซึ่งเคยพบเจออยู่เสมอไม่ว่าจะฤดูไหนในยามที่ไปเดินป่า ยิ่งป่าดิบแถบภาคใต้ของประเทศ อย่างในผืนป่าเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ยามที่เดินป่าอาจจะต้องเจอทั้งแดด ทั้งลม ทั้งฝน สลับไปมาในหนึ่งวันโดยที่ไม่เลือกเวลา ทำให้รู้ชัดขึ้นว่า บริเวณผืนป่าที่หนาแน่น หากมีความชื้นที่สะสมไม่ว่าเกิดจากดินที่ชุ่มน้ำ หรือการคายน้ำของพืชพันธุ์ต่างๆ ได้ระเหยเป็นไอจากสภาพอากาศที่ร้อน จนทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ถึงระดับที่ทำให้ไอน้ำในอากาศนั้น เกิดการควบแน่นจนตกลงมาเป็นเม็ดฝน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในบริเวณที่เป็นหุบเขา ส่วนผืนป่าบริเวณที่สูง หรือไม่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่และพืชพันธุ์ที่หนาแน่นพอ โอกาสเกิดฝนก็ย่อมน้อยกว่า "แต่กับเหตุการณ์ที่พวกเราได้เห็นผืนดินที่เปียกแห้งไม่เท่ากันนั้น  เกิดจากกระแสลมที่แปรปรวนทิศทาง ให้ฝนนั้นตกไม่ทั่วในพื้นที่ของป่าที่เราอยู่"

"พื้นถนนช่วงนี้แห้งเป็นฝุ่นทราย ไม่มีฝนตกลงมาเลยแม้แต่ละออง"
"พื้นถนนช่วงนี้แห้งเป็นฝุ่นทราย ไม่มีฝนตกลงมาเลยแม้แต่ละออง"
            เกือบจะบ่ายโมง.. ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด (หลังพวกเราเดินเท้ามาถึง) ที่นี่เป็นจุดพักรถและจุดชมวิวในระหว่างทางที่จะขึ้นไปสู่ยอดเขากระโจม  ซึ่งจะมองเห็นทิวเขาที่หนาแน่นไปด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ เรียงรายเป็นแนวทอดยาวที่สวยงาม  ในช่วงเวลาที่พวกเราเดินเท้ามาถึงนั้น   แม้จะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอย่างเจิดจ้าก็จริง แต่สภาพอากาศภายในเขตป่านั้นเอาแน่นอนไม่ได้   ห่างกันไปไม่ไกลนักจากที่พวกเราอยู่ มองไปทางฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งที่นั่นท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนปกคลุมอยู่เหนือทิวเขา และกำลังลอยผ่านไปด้วยความเร็มของสายลม ส่วนตรงที่พวกเรากำลังอยู่ อากาศกำลังแปรปรวนจากร้อนเป็นเย็น ด้วยอิทธิพลของลมจากฝั่งตะวันตก
" จุดชมวิวที่เนินเขาคอด (ขณะเมฆฝนก่อตัวลอยอยู่เหนือทั้งหุบเขา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) "
" จุดชมวิวที่เนินเขาคอด (ขณะเมฆฝนก่อตัวลอยอยู่เหนือทั้งหุบเขา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) "

ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอดนี้ เราใช้สถานที่ในการจัดทำอาหารมื้อกลางวัน กับเสบียงที่เหลืออยู่ ซึ่งก็เป็นอาหารสดที่เก็บแช่ไว้ในน้ำแข็ง อย่างเนื้อไก่ เนื้อหมู ซึ่งก็มีมากพอที่จะเลี้ยงคนในกลุ่มจนพุงกางได้อย่างสบายๆ แต่ที่น่าเสียดายสำหรับอาหารในมื้อนี้ คือผักสดได้หมดไปแล้ว แต่ก็พอที่จะหาหน่อไม้ในพื้นที่บริเวณนั้น มาแกล้มกับน้ำพริกที่เหลืออยู่ ถึงแม้ว่าจะแก่ไปหน่อย แต่ก็ช่วยเสริมสารอาหารให้กับพวกเราได้ไม่น้อย

"จัดทำอาหารมื้อกลางวัน ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด "
"จัดทำอาหารมื้อกลางวัน ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด "

เมื่ออิ่มท้องกันเต็มที่แล้ว ก็จัดแจงเก็บกวาดเพื่อคืนสภาพเดิมให้กับสถานที่ ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดตรวจที่ปากทางขึ้นเขา ตามนัดหมายกับเพื่อนร่วมกลุ่มที่ได้ลงไปก่อนหน้า...

"ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด จุดพักรถ แต่พวกเราเราพักเท้า ร่วมกินอาหาร"
"ที่เนินเจ้าพ่อเขาคอด จุดพักรถ แต่พวกเราเราพักเท้า ร่วมกินอาหาร"
ระยะทางช่วงสุดท้าย... ขาลงจากเขากระโจม (ที่ถนนลาดยาง) ในที่สุดก็มาถึงถนนลาดยาง อีกเพียงไม่กีอึดใจก็จะถึงที่หมาย ที่พวกเรานัดเจอกับสมาชิกในกลุ่ม   เพื่อเดินทางกันกลับกรุงเทพฯ พวกเรานั่งพักกันอยู่ชั่วครู่ พอได้ดื่มน้ำดับกระหาย สังเกตดูที่พื้นของถนนยังเปียกชื้นอยู่ แสดงว่าฝนได้ตกไปก่อนหน้าไม่นาน (ไอเย็นจากฝนยังคงอยู่) ซึ่งก่อนที่เราจะลงมาถึงตรงจุดนี้นั้น พื้นถนนดินยังเป็นฝุ่นอยู่เลย นี่ไง.! คำพูดที่มักเปรียบเปรยกันว่า "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" จริงแล้วควรที่จะพูดว่า "ฝนตกไม่ทั่วพื้นดิน" เสียมากกว่า...
"ระยะ ๒ กิโลเมตรสุดท้าย ก่อนจะลงถึงจุดตรวจปากทางขึ้นเขากระโจม"
"ระยะ ๒ กิโลเมตรสุดท้าย ก่อนจะลงถึงจุดตรวจปากทางขึ้นเขากระโจม"

หลังจากพักดื่มน้ำเพื่อดับกระหายกันแล้ว เราจึงได้บันทึกภาพหมู่ไว้ร่วมกัน ซึ่งเป็นภาพชุดสุดท้าย ก่อนที่เราจะก้าวเท้าขึ้นรถออกจากพื้นที่ธรรมชาติ กลับเข้าสู่เขตเมืองอันเป็นป่าคอนกรีตจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งนั่น ถือว่าเป็นการจบทริปท่องเที่ยวของพวกเรา บนเส้นทางสายธรรมชาติสู่ยอดเขากระโจม อย่างสมบูรณ์ 

"บันทึกภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึก (ช่วงนั่งพัก) ก่อนที่จะลงสู่จุดตรวจปากทางขึ้นเขากระโจม"
"บันทึกภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึก (ช่วงนั่งพัก) ก่อนที่จะลงสู่จุดตรวจปากทางขึ้นเขากระโจม"

...........................................................................................................................................................

           ๓ วัน กับ ๒ คืน นับจากวันที่เริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ บนเส้นทางสายธรรมชาติสู่ยอดเขากระโจม ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี  พวกเราให้ความสำคัญมากที่สุด  รองจากความปลอดภ้ยในการท่องเที่ยว คือ การให้เวลากับตัวเองได้อยู่ในท่ามกลางของธรรมชาติ ครบทุกช่วงเวลา ตามจุดสำคัญของพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่นอนว่า โอกาสที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นย่อมมีมากขึ้น หากว่าเราไม่ให้ความสำคัญในจุดนี้ โอกาสที่เราจะเห็นในสิ่งที่ธรรมชาติได้สำแดงออกมานั้นย่อมหมดไป เช่น   ความเป็นธรรมชาติของแสง, สีสัน, เสียง, และการเคลื่อนไหวจากสรรพสิ่งที่รวมกันอยู่ในผืนป่า ซึ่งมันจะเกิดขึ้นแค่ชั่วระยะเวลาเพียงสั้นๆ เช่น ในยามที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี ไปตามช่วงเวลาของวัน, ก่อนและหลังเวลาที่ฝนตก, การเกิดขึ้นและหายไปของหมอก และสายลม, ปฏิกิริยาของเหล่าสัตว์ อย่างมด และแมลง รวมไปถึงพืชพันธฺ์ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีการสนองตอบ ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งนั้น

             ดังนั้น การให้เวลากับตัวเองได้อยู่และเห็นความเป็นไปตามธรรมชาติ ของสรรพสิ่งในพื้นที่ป่าเขา ในระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่นั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และสร้างการเรียนรู้ได้อย่างไม่จบสิ้น นับเป็นคุณค่าที่เราได้รับสูงสุด นอกเหนือจากความสุขทางใจ หลังได้เห็นสิ่งที่ธรรมชาตินั้นสร้างขึ้น  จนต้องประทับใจอย่างไม่รู้ลืม มันคือ เสน่ห์แห่งความงดงามทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าจะฤดูใดๆ ก็มักจะมีเรื่องราวให้ตื่นตาตื่นใจได้อยู่เสมอ ทั้งนี้ด้วย พลังแห่งธรรมชาตินั้น อยู่เหนือขอบเขตจินตนาการของมนุษย์ ที่จะคาดเดาได้ถึง...

" Khondorntáo "
" Khondorntáo "
เสียงเพรียกแห่งขุนเขา... ( บทกวีใจกลางภู )

...........................................................................................................................................................

ดนตรีกวีศิลป์สุดเรืองรอง..................................................................................ช่างผุดผ่องโสภาพิศมัย
อีกทิวเขาแม่น้ำลำเนาไพร..............................................................................ดูสดใสงามตาทุกครั้งมอง
จินตนาแสนสุขสำราญจิต.......................................................................เพียงเพ่งพิศประดุจหนึ่งสวรรค์
บนผืนโลกความจริงแท้นิรันดร์..................................................................เป็นเช่นนั้นธรรมชาติธรรมดา
จรดดินสอฟังเสียงแห่งพงพี...........................................................................ลื่นฤดีแปลเสียงเป็นอักษร
บทกวีบอกเล่ากล่าวคำกลอน........................................................................ให้สะท้อนรู้สึกความงดงาม
สารทิศสรรพสัตว์ร่วมร่ำร้อง......................................................................ท่วงทำนองสอดเสียงเสนาะหู
เป็นดนตรีแห่งไพรใจกลางภู.....................................................................ทุกฤดูขับกล่อมพร้อมบรรเลง
แต่งแต้มสีเสกสรรภายใต้จิต...................................................................ที่ความคิดสนองตอบต่อสิ่งเห็น
จรรโลงโลกให้ใจเท่าที่เป็น..........................................................................จิตคิดเห็นแจ่มแจ้งรู้อารมณ์

...........................................................................................................................................................

...คนเดินเท้า...










ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เขากระโจม (แดนสวรรค์ตะวันตก)